แอร์บัส (Airbus) ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกว่า 4 ทศวรรษกับประเทศไทย ด้วยการยกระดับความร่วมมือทางอุตสาหกรรมครั้งสำคัญภายในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (Defence & Security Exhibition 2025) โดยได้มีการลงนามใน 3 ข้อตกลงสำคัญกับ บริษัท อุตสาหกรรมการบินไทย จำกัด (TAI) สะท้อนความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างยั่งยืน
ผนึก TAI สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ไฮไลท์สำคัญของแอร์บัสในงาน D&S 2025 คือการลงนามในข้อตกลง 3 ฉบับกับ TAI เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 ประกอบด้วย:
- ข้อตกลงความร่วมมือทางอุตสาหกรรม (ICA): ระหว่าง Airbus Defence and Space และ TAI เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถให้ TAI ในการบำรุงรักษาเครื่องบินลำเลียง C295 ของกองทัพ โดยแอร์บัสจะจัดหลักสูตรฝึกอบรมช่างเทคนิคด้านระบบเครื่องยนต์และอิเล็กทรอนิกส์การบิน รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment)
- การต่ออายุข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า (Commercial Partnership): ระหว่าง Airbus Helicopters และ TAI โดยขยายความร่วมมือออกไปอีก 3 ปี จนถึงปี 2571 ครอบคลุมการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่และการสนับสนุนหลังการส่งมอบแก่ลูกค้าภาครัฐ
- การต่ออายุข้อตกลงการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (Commercial Distribution): มุ่งเน้นการจัดหาอะไหล่ การบริการ และการบำรุงรักษา
ภายใต้ข้อตกลงนี้ TAI จะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมาหลัก (Prime Contractor) สำหรับการจำหน่าย การปรับแต่งเฮลิคอปเตอร์ และเป็นผู้ให้บริการบำรุงรักษาหลัก (MRO) แก่กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
นายเบิร์ท พอร์เทอแมน ผู้แทนแอร์บัสประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การลงนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแอร์บัสในการมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศกลาโหมและพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างทักษะเฉพาะทาง การพัฒนาองค์ความรู้ที่มีมูลค่าสูง และการสร้างโอกาสการจ้างงานภายในประเทศ”
ยุทธศาสตร์ “กองบินผสม” และอากาศยานแห่งอนาคต
แอร์บัสได้นำเสนอยุทโธปกรณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของไทย ภายใต้ “กลยุทธ์การผสมผสานฝูงบิน (Mixed Fleet Strategy)” ซึ่งจะมอบโซลูชันที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกันประเทศไปจนถึงการบรรเทาภัยพิบัติ โดยมีอากาศยานไฮไลท์ดังนี้:
- A330 MRTT Plus: กองทัพอากาศไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและลำเลียงอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้จำนวน 1 ลำ เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการปฏิบัติภารกิจในระยะไกล
- C295: เครื่องบินลำเลียงยุทธวิธีที่กองทัพบกไทยใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีความอเนกประสงค์สูงสำหรับภารกิจหลากหลาย ทั้งการลำเลียงพล การบรรเทาสาธารณภัย และการลาดตระเวนทางทะเล ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลง ICA ใหม่ที่จะให้ TAI เป็นศูนย์บำรุงรักษา
- A400M: เครื่องบินลำเลียงขนาดหนัก ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 37 ตัน สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์และยานพาหนะ และมีความสามารถในการขึ้น-ลงบนรันเวย์ที่ไม่ได้ปูลาดยางได้
ในด้านเทคโนโลยีอนาคต แอร์บัสได้จัดแสดง:
- ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS): นำเสนอ SIRTAP อากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธีสำหรับภารกิจลาดตระเวนทางทะเลและป้องกันชายแดน พร้อมด้วย Flexrotor ระบบ UAS แบบ VTOL (ขึ้น-ลงแนวดิ่ง) ที่บินได้นานกว่า 5,000 ชั่วโมง เหมาะสำหรับภารกิจ ISTAR โดยมีการนำโมเดลขนาดเท่าจริงมาจัดแสดงที่บูธ Q33
- เทคโนโลยีอวกาศ: แอร์บัสกำลังพัฒนาดาวเทียม OneSat ซึ่งเป็นดาวเทียมยืดหยุ่น (Flexible Satellite) ดวงแรกของไทย ให้กับบริษัท ไทยคม
ผู้นำด้านเฮลิคอปเตอร์หลากหลายภารกิจ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเฮลิคอปเตอร์ของแอร์บัสประจำการกว่า 70 ลำ โดยในงาน D&S 2025 แอร์บัสได้นำเสนอโมเดลที่ตอบโจทย์หลากหลายภารกิจ ได้แก่:
- H175: เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้งานมาตั้งแต่ปี 2560 และเป็นผู้ใช้งานรายแรกในเอเชียแปซิฟิก
- H160: เฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพของ H175 เหมาะสำหรับภารกิจขนส่งนอกชายฝั่ง (Offshore) การแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) และการค้นหาและกู้ภัย (SAR)
- H125 / H125M: กองทัพบกไทยใช้งานรุ่น H125M และแอร์บัสยังมองเห็นโอกาสในการใช้รุ่น H125 สำหรับการฝึกนักบินขั้นต้น (ab-initio) โดยใช้ร่วมกับระบบจำลองการบินเสมือนจริง (H125 VRS)
“ประเทศไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญสำหรับแอร์บัส” นายพอร์เทอแมน กล่าวสรุป “เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการดำเนินงานในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ของเรา ความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ และการสนับสนุนต่อความต้องการระยะยาวของไทย”
















