หากคุณเป็นลูกค้า AIS และใช้สมาร์ทโฟน 5G คุณอาจเริ่มสงสัยเกี่ยวกับสัญลักษณ์ “5G+” หรือการพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เหนือกว่าเดิม คำถามคือ AIS 5G+ คืออะไรกันแน่ และมีเทคโนโลยีอะไรอยู่เบื้องหลังที่ทำให้เครือข่ายนี้เร็วและแรงกว่า 5G ที่เราคุ้นเคย? บทความนี้มีคำตอบ
เจาะลึกหัวใจของ AIS 5G+ : เทคโนโลยี 5G 3CC
หัวใจสำคัญที่ทำให้เกิด AIS 5G+ คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า 5G 3CC (3 Component Carrier Aggregation) ซึ่ง AIS นำมาใช้งานเป็นรายแรกในภูมิภาคอาเซียน
หากเปรียบเทียบคลื่นความถี่เป็นเลนถนน การใช้งาน 5G ทั่วไปอาจเหมือนการวิ่งบนถนนเลนเดียว แต่เทคโนโลยี 5G 3CC คือการนำถนน 3 เลนจาก 3 คลื่นความถี่ 5G ที่ AIS มีอยู่ ได้แก่
- คลื่น 2600 MHz (เด่นเรื่องความเร็วและแบนด์วิดท์กว้าง)
- คลื่น 2100 MHz (เสริมการครอบคลุมในพื้นที่เมือง)
- คลื่น 700 MHz (เด่นเรื่องการครอบคลุมพื้นที่กว้างไกล)
มาหลอมรวมกันให้ทำงานพร้อมกันบนอุปกรณ์เดียว เปรียบเสมือนการขยายถนนจาก 1 เลนให้กลายเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ 3 เลน ทำให้การรับส่งข้อมูลทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ผลลัพธ์คือความเร็วที่ “ทะลุขีดจำกัด”
เมื่อรวม 3 คลื่นความถี่เข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับโดยตรงคือ:
- ความเร็วเฉลี่ยสูงขึ้น: การทดสอบพบว่าความเร็วในการใช้งานสูงขึ้นมากกว่า 16%
- ความจุเครือข่ายเพิ่มขึ้น: สามารถรองรับปริมาณการใช้งานในพื้นที่หนาแน่นได้มากขึ้นถึง 23%
ดังนั้น คำตอบที่ว่า “ทำไมถึงเร็วกว่าเดิม” ก็คือการรวมพลังของคลื่นสามย่านความถี่นั่นเอง ซึ่งไม่เพียงทำให้การดาวน์โหลดหรือสตรีมมิ่งเร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้การเชื่อมต่อมีเสถียรภาพสูง แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีคนใช้มือถือเยอะๆ เช่น ย่านธุรกิจอย่างสาทรและสีลม ซึ่งเป็นพื้นที่แรกๆ ที่ AIS เปิดให้บริการ 5G+
ไม่ใช่แค่เร็ว แต่ประสบการณ์โดยรวมดีขึ้นด้วย 5G SA และ VoNR
ความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ AIS กำลังยกระดับ เพราะเบื้องหลังยังมีการพัฒนาเครือข่ายที่สำคัญอีก 2 ส่วนควบคู่กันไป
- เครือข่าย 5G SA (Standalone): นี่คือเครือข่าย 5G แท้ๆ ที่ทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงข่าย 4G เดิม (NSA) จุดเด่นคือมี “ค่าความหน่วงต่ำ” (Low Latency) ทำให้การตอบสนองของเครือข่ายรวดเร็วฉับไว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต เช่น เกมบนคลาวด์ (Cloud Gaming), แว่นตา AR/VR หรือแม้แต่รถยนต์ไร้คนขับ
- บริการ VoNR (Voice over New Radio): คือการโทรศัพท์ด้วยเสียงผ่านเครือข่าย 5G โดยตรง ผลลัพธ์คือ เสียงคมชัดระดับ HD โทรติดเร็ว และที่สำคัญคือสามารถ คุยโทรศัพท์ไปพร้อมกับเล่นเน็ต 5G ความเร็วสูง ได้อย่างไม่สะดุด นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ Dual SIM Dual Active (DSDA) ให้มือถือ 2 ซิม รับสายจากซิมหนึ่งและใช้งานดาต้าจากอีกซิมได้พร้อมกัน
ใครใช้งาน AIS 5G+ ได้บ้าง?
ปัจจุบัน AIS ได้ร่วมมือกับแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ให้รองรับเทคโนโลยีนี้แล้วกว่า 600,000 เครื่อง ครอบคลุมหลากหลายรุ่น เช่น
- Samsung: Galaxy S24 Series, Galaxy S25 Series, Z Flip6 / Z Fold6
- Honor: 400 Pro, Magic 7 Pro
- iQOO: 13, Neo 10, Z10 5G
- OPPO: Find N5, X8, X8 Pro, Reno 13 Series
- Realme: GT 7T
- vivo: V40 5G, V50
สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นจาก Honor, iQOO, OPPO, Realme และ vivo จะแสดงสัญลักษณ์ “5G+” บนหน้าจอทันทีเมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย AIS
โดยสรุป AIS 5G+ ไม่ใช่แค่ชื่อทางการตลาด แต่คือการอัปเกรดเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่จับต้องได้จริง ด้วยการนำ 5G 3CC มาผสานกับโครงข่าย 5G SA และบริการ VoNR เพื่อมอบประสบการณ์ความเร็ว ความเสถียร และความคมชัดที่เหนือกว่าให้กับผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
ด้าน วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า “AIS ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ การเปิดตัว 5G+ ด้วยเทคโนโลยี 5G 3CC ในครั้งนี้ คืออีกก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำนวัตกรรมล้ำสมัยมามอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เทคโนโลยีนี้จะทำให้สมาร์ทโฟนที่รองรับสามารถเชื่อมต่อหลายคลื่นความถี่ได้พร้อมกัน ผู้ใช้งานจะสัมผัสได้ถึงความเร็ว แรง และเสถียรที่เหนือกว่า แม้ในพื้นที่ใช้งานหนาแน่น”
โดย AIS ได้นำร่องเปิดให้บริการในย่านสีลมและสาทรเป็นแห่งแรก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งาน 5G หนาแน่นที่สุดในกรุงเทพฯ ก่อนมีแผนขยายไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงทั่วประเทศต่อไป
–ไทยปักหมุดฮับ AI! เปิดฉาก ‘Bangkok AI Week 2025’ มหกรรมขับเคลื่อนอนาคตประเทศ 23-27 มิ.ย. นี้







