ไทเป, ไต้หวัน (Computex 2026) — Cadence ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการเปิดตัว “วิศวกร AI เสมือนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ” (Fully Autonomous Virtual Agentic AI Design Engineer) รายแรกของโลก พร้อมอัปเกรดแพลตฟอร์ม ChipStack™ AI Super Agent สู่ความสามารถระดับ Level-5 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง AI จาก NVIDIA ช่วยปฏิวัติกระบวนการตรวจสอบการออกแบบชิปให้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 40 เท่า และลดระยะเวลาการทำงานที่เคยยาวนานถึง 5 สัปดาห์ ให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 วัน
เทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาขึ้นบนพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (EDA) ของ Cadence โดยทำงานร่วมกับโมเดล NVIDIA Nemotron และระบบรักษาความปลอดภัย NVIDIA OpenShell Runtime การผสานรวมนี้ช่วยให้วิศวกรสามารถรันการจำลองแบบไดนามิกภายใต้เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
จากการทดสอบในระบบของ NVIDIA ซึ่งเดิมทีต้องใช้ทรัพยากรประมวลผลมหาศาลและวิศวกรหลายพันคนในการทดสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องของชิป การเปลี่ยนมาใช้ ChipStack Agent ร่วมกับโซลูชัน Cadence® Xcelium™ และ Jasper® สามารถรันการจำลองได้หลายร้อยครั้งพร้อมกัน ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบระดับ RTL รวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ยุคใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
จาก AI ผู้ช่วย สู่ยุควิศวกรเสมือนอัตโนมัติระดับ Level-5 ความสามารถระดับ Level-5 Autonomy ของ ChipStack AI Super Agent ช่วยให้ระบบดำเนินกระบวนการออกแบบและตรวจสอบชิปที่ซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติในทุกขั้นตอน แตกต่างจาก AI ยุคเดิมที่ต้องคอยป้อนคำสั่งแบบทีละสเต็ป โดย ChipStack สามารถประเมินผลลัพธ์ระหว่างทาง กำหนดขั้นตอนถัดไป และปรับปรุงการทำงานได้ด้วยตนเอง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อกำหนด การสร้าง RTL การวางแผนตรวจสอบ การดีบัก ไปจนถึงการปรับแต่งการออกแบบให้สมบูรณ์ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้วิศวกรมนุษย์เข้ามาตรวจสอบ ให้คำแนะนำ หรือทำงานร่วมกันได้ผ่านเครื่องมืออย่าง Codex และ Claude Code เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของ AI ได้อย่างใกล้ชิด
แม่นยำระดับ Signoff พร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูง Cadence ได้ผสานระบบ AI อัตโนมัตินี้เข้ากับเอนจินการออกแบบที่อ้างอิงหลักฟิสิกส์ของบริษัท ทำให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำสูงในระดับ Signoff ที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังทำงานภายใต้ NVIDIA OpenShell Runtime ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมแบบ Sandbox ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยเฉพาะ มีการแยกสภาพแวดล้อมการทำงานและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลการออกแบบอย่างเข้มงวด ทำให้องค์กรสามารถนำระบบอัตโนมัตินี้ไปใช้ในกระบวนการผลิตจริงได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไม่ลดทอนการควบคุม
โรดแมปการเติบโตและกำหนดการเปิดตัว การขยายขีดความสามารถสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Full Autonomy) ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี Agentic AI ของ Cadence นับตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการ ChipStack ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และขยายสู่พอร์ตโฟลิโอ AI Super Agent (ประกอบด้วย ViraStack, InnoStack และ Cadence AgentStack) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
สำหรับความสามารถด้านการทำงานอัตโนมัติระดับ Level-5 ของ ChipStack AI Super Agent และเฟรมเวิร์ก AgentStack คาดว่าจะพร้อมเปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Early Access ได้เริ่มใช้งานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้
–โนเกีย ปักหมุดไทย จัดงาน Wavelengths APAC โชว์นวัตกรรมเครือข่ายออปติกขั้นสูง รับเทรนด์ AI บูม







