วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เขย่าโลกธุรกิจ! องค์กรยุคใหม่ต้องรับมือความเสี่ยงจากการใช้คลาวด์อย่างไร

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เขย่าโลกธุรกิจ! องค์กรยุคใหม่ต้องรับมือความเสี่ยงจากการใช้คลาวด์อย่างไร

สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีทั่วโลก องค์กรธุรกิจจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการคลาวด์ ซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับในเรื่องของนวัตกรรม ความคล่องตัว และประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบันสถานะของ “อธิปไตยคลาวด์” (Cloud Sovereignty) ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในระดับห้องประชุมผู้บริหาร

รายงานจาก Lydia Leong รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโสจาก การ์ทเนอร์ (Gartner) ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการใช้บริการคลาวด์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาเดิมๆ อย่างการผูกขาดผู้ให้บริการ (Vendor Lock-In) หรือการหยุดชะงักของระบบอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงจากการถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล การโจรกรรมข้อมูล หรือแม้แต่ความผันผวนด้านราคาที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อ ภาษีนำเข้า และอัตราแลกเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความยืดหยุ่นของธุรกิจ

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้

ประเมินการพึ่งพาระบบคลาวด์อย่างครอบคลุม

เป็นเวลาที่องค์กรต้องประเมินการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเริ่มจากการ Mapping หรือจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ที่ไม่เพียงแค่การพึ่งพาระบบคลาวด์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น โซลูชันความปลอดภัยที่ใช้ข้อมูลภัยคุกคามจากคลาวด์ หรืออุปกรณ์ IoT ที่ถูกบริหารจัดการผ่านระบบคลาวด์

นอกจากนี้ การประเมินยังต้องครอบคลุมถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของแต่ละบริการและผู้จำหน่าย เพื่อระบุว่าส่วนใดของสภาพแวดล้อมไอทีที่อาจเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้

พิจารณาทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพา

เมื่อประเมินความเสี่ยงได้แล้ว องค์กรต้องพิจารณาทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป ทางเลือกเหล่านี้อาจรวมถึงการใช้ โซลูชันคลาวด์แบบอธิปไตย (Sovereign Cloud Solutions) ซึ่งเป็นการร่วมทุนหรือร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค

หรือการพิจารณา Geopatriation ซึ่งเป็นการย้ายข้อมูลและแอปพลิเคชันจากผู้ให้บริการต่างชาติมายังผู้ให้บริการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงต้นทุน ความซับซ้อน และระยะเวลาที่อาจต้องใช้

วางแผนการรับมือตามสถานการณ์

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มีความแตกต่างกันไปในแต่ละเหตุการณ์ ดังนั้นการจัดทำแผนรับมือตามสถานการณ์ (Scenario-based Planning) จึงเป็นสิ่งจำเป็น องค์กรต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การพุ่งขึ้นของราคา การคว่ำบาตรทางการค้า หรือการปิดพรมแดน ซึ่งแต่ละสถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขสัญญา การเข้าถึงข้อมูล และทรัพยากรที่ต้องใช้ในการรับมือแตกต่างกันไป

การ์ทเนอร์ยังให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านระหว่างโซลูชันคลาวด์ภายใต้สถานการณ์ปกติอาจใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ดังนั้นการวางแผนและเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ETDA ชวนรู้จัก ‘AI Sandbox’ กลไกสำคัญสู่กฎหมาย AI ที่สมดุล

Scroll to Top