แนวคิดการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ Smart City ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นการบูรณาการข้อมูลอย่างแท้จริง จากเดิมที่เคยพึ่งพาการติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบแยกส่วน ปัจจุบันเมืองชั้นนำให้ความสำคัญกับการ รวมศูนย์ข้อมูล (Data Centralization) จากทุกระบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโซลูชันขนาดใหญ่ที่สามารถแก้ไขปัญหาของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร
หัวใจสำคัญ: จาก “แยกส่วน” สู่ “บูรณาการข้อมูล”
เฟลิกซ์ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท Nuvola Media เปิดเผยว่า ในอดีต การพัฒนา Smart City มักจะเน้นที่การติดตั้ง “โซลูชันอัจฉริยะ” ทีละจุด ซึ่งข้อมูลจะถูกจัดเก็บแยกกัน ทำให้เมื่อเกิดปัญหาที่เชื่อมโยงกัน การตัดสินใจแก้ไขทำได้ยาก
เมืองต่าง ๆ มักคิดว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะคือการมีโซลูชันที่ชาญฉลาดเพียงหนึ่ง สอง หรือสามอย่างแยกกัน แต่ปัจจุบันสำหรับการพัฒนา Smart City ทั่วโลก พวกเขาต้องการใช้ข้อมูลจากโซลูชันที่แตกต่างกันทั้งหมด และนำมารวมให้เป็นโซลูชัน Smart City ขนาดใหญ่เพียงหนึ่งเดียว

เช่น ปัญหาน้ำท่วม (ระบบน้ำ) ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด (ระบบจราจร) หากข้อมูลแยกจากกัน เมืองจะไม่สามารถวางแผนการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมได้อย่างชาญฉลาด แต่ในปัจจุบัน เมืองอัจฉริยะทั่วโลกมุ่งเน้นการนำข้อมูลที่แยกส่วนเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาสังคมในภาพรวม
“หากคุณมีระบบแยกส่วน การตัดสินใจที่ชาญฉลาดจะทำได้ยาก การนำข้อมูลมารวมกันจะช่วยให้เมืองสามารถวางแผนโซลูชันทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา และทำให้เมืองมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น” เฟลิกซ์ ตัน กล่าว

ถอดบทเรียนความสำเร็จ: การประหยัดพลังงานและการจัดการภัยพิบัติ
แนวคิดการรวมศูนย์ข้อมูลถูกนำไปใช้จริงในต่างประเทศและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในระดับอาคารและการจัดการภัยพิบัติในเมือง
- ระดับอาคาร: มีการรวมข้อมูลจากระบบปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง และเซ็นเซอร์ตรวจจับ ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล โดยสามารถ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของเครื่องปรับอากาศได้ถึง 10% และค่าไฟแสงสว่างได้ถึง 19% ต่อปี
- ระดับเมือง (การจัดการน้ำท่วม): ในเขตธุรกิจแห่งหนึ่งที่มีปัญหาจากน้ำขึ้นสูงและฝนตกหนัก ได้มีการใช้เทคโนโลยี Digital Twin ร่วมกับการบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลจราจร และข้อมูลระดับน้ำ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ว่าต้องใช้เครื่องสูบน้ำกี่ตัว และแจ้งเตือนข้อมูลจราจรที่ถูกต้อง

ความท้าทายของประเทศไทย: สะพานเชื่อม “โครงสร้างเก่า” และ “โครงสร้างใหม่”
เฟลิกซ์ ตัน ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลักของการพัฒนา Smart City ในประเทศไทยคือ การมี โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่หลากหลาย (Legacy Equipment) ทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ที่ไม่สามารถสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้
“ปัญหาในตอนนี้คือคุณมีอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งข้อมูลไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้” เฟลิกซ์ ตัน กล่าว “เราต้องหาทางรวมข้อมูลเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อเราเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ระบบเก่าก็จะดีขึ้นและระบบใหม่ก็ได้รับประโยชน์ ซึ่งจะช่วยให้โซลูชันโดยรวมดีขึ้นมาก”
Dynamic Digital Twin กุญแจสู่ความสำเร็จ
เทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญคือ Dynamic Digital Twin ซึ่งแตกต่างจาก Digital Twin ในอดีต 5 ปีที่ผ่านมา โดยแบบจำลองปัจจุบันสามารถ เปลี่ยนแปลง (Dynamic) ตามข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถสร้าง การจำลองสถานการณ์ (Simulation) ได้อย่างแม่นยำ เช่น การจำลองระยะเวลาการอพยพออกจากอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพื่อปรับปรุงกระบวนการอพยพให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
“ประโยชน์อีกอย่างของการแสดงผลที่ดีคือการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ง่าย แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค”
เฟลิกซ์ ตัน กล่าวเสริมว่า การใช้ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกับความสามารถในการ วิเคราะห์และคาดการณ์ (Predictive and Analytics) ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากดำเนินการตามแผน จะช่วยลดความผิดพลาดและค่าใช้จ่ายในการลองผิดลองถูกในอดีต

โอกาสของไทยในเวทีโลก
เฟลิกซ์ ตัน ยืนยันว่า รัฐบาลไทยมี แผนแม่บท Smart City ที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายให้มีเมืองอัจฉริยะมากกว่า 100 เมืองภายในปี 2570 ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
แม้จะมีการมองว่าการพัฒนา Smart City ในประเทศไทยอาจจะล่าช้ากว่าประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ แต่ด้วยขนาดของประเทศที่ใหญ่ ความหลากหลายทางโครงสร้าง และ แผนแม่บท Smart City ที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่หลายประเทศในภูมิภาคยังไม่มี ก็แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง
“เราเชื่อว่า หากเราสามารถช่วยเหลือทั้งภาครัฐและเอกชนในการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างโซลูชัน Smart City ได้มากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแน่นอน” เฟลิกซ์ ตัน ทิ้งท้ายว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดใหญ่จึงต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง แต่ผมเชื่อว่าสิ่งนี้สามารถทำได้ และด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาล สิ่งต่าง ๆ ในประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นในอนาคต”
–พลิกโฉมเศรษฐกิจฐานรากอีสาน! AIS อัด 5G “อัปโหลด 2 เท่า” สูงสุดในไทย ตอบโจทย์ Creator Economy







