การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้งาน 5G ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เผยให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง โดย AIS ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่ชี้ว่า พฤติกรรมการใช้งาน 5G ในภาคอีสานมีการ “อัปโหลด” สูงกว่า “ดาวน์โหลด” ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประเทศไทย
อีสานคือศูนย์กลาง Creator Economy: 5G พลังขับเคลื่อนรายได้หลัก
วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศของ AIS เปิดเผยผลการสำรวจว่า การใช้งาน 5G ในภาคอีสานเพิ่มขึ้นถึง 50% ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ 5G เพื่อความบันเทิงหรือเสพคอนเทนต์เป็นหลักอีกต่อไป แต่เป็นการ “ทำมาหากิน”
- เน้นอัปโหลด: ผู้คนในภาคอีสาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดหรือถนนคนเดิน ได้ผันตัวเป็น นักไลฟ์ขายสินค้า และ Content Creator
- แพลตฟอร์มหลัก: แอปพลิเคชันที่ใช้ในการอัปโหลดสูงเป็นพิเศษคือ TikTok และ Facebook Live ซึ่งบ่งชี้ว่า 5G ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
ยกระดับโครงข่ายครั้งใหญ่: เปิดตัว 2CC Uplink ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ Creator Economy ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว AIS จึงประกาศยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยการติดตั้งเทคโนโลยี 2CC Uplink (2 Component Carrier Upload) ในภาคอีสานเป็นภูมิภาคแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- เพิ่มประสิทธิภาพ: การรวมความถี่ 2 ชุดสำหรับการอัปโหลดจะช่วย เพิ่มขีดความสามารถ (Capacity) และ เพิ่มความเร็ว (Speed) ในการอัปโหลดขึ้นถึง 2 เท่า จากเดิม
- ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน: สิ่งนี้จะทำให้การ ไลฟ์สตรีมมิ่ง และการ อัปโหลดคอนเทนต์ขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่
มุ่งสู่โครงข่ายสีเขียว (Green Network): สถานีฐานโซลาร์เซลล์มากที่สุดในไทย
นอกจากนี้ AIS ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Network เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและส่งเสริมความยั่งยืน โดยมีการนำ พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาใช้ขับเคลื่อนโครงข่าย
- จำนวนสถานีฐาน: ปัจจุบัน AIS มีสถานีฐานที่ใช้พลังงานโซลาร์เซลล์รวมประมาณ 17,000 แห่ง ทั่วประเทศ
- อีสานเป็นผู้นำ: 1 ใน 3 ของสถานีฐานโซลาร์เซลล์ทั้งหมดตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่รับแสงอาทิตย์ได้มากที่สุด
- ขยายการเข้าถึง: การใช้โซลาร์เซลล์ทำให้สามารถติดตั้งสถานีฐานในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้าเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง (Digital Inclusion) และยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ทั้ง การศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจชุมชน







