รมว. ดีอี ย้ำปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ เล็งส่ง ‘White Hacker’ สู้กลับฐานแหล่งอาชญากรรมออนไลน์

รมว. ดีอี ย้ำปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ เล็งส่ง 'White Hacker' สู้กลับฐานแหล่งอาชญากรรมออนไลน์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยถึงมาตรการเชิงรุกครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ หลังจากการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานระดับนานาชาติ อาทิ UNESCO, UN และตัวแทนจากอาเซียน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลและอาชญากรรมไซเบอร์

โดยยกระดับการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมเตรียมร่างกฎหมายใหม่เพื่อตอบโต้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ณ ฐานปฏิบัติการ

รมว.ดีอี กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามภัยจากสแกมเมอร์อย่างเร่งด่วน โดยท่านนายกฯ ได้ประกาศให้ประเด็น Anti-Scam เป็นวาระแห่งชาติ และมีการจัดตั้งคณะทำงานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเตรียมเข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาต่อต้านสแกมมิ่ง (Anti-Scamming) ในระดับสหประชาชาติ (UN) ที่ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 25-26 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวครอบคลุมถึงการต่อต้านการค้ามนุษย์ และการยึดทรัพย์สินออนไลน์ ซึ่งจะนำมาสู่การปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศหลายฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในส่วนของการตอบโต้ภัยไซเบอร์ นายไชยชนก ได้เปิดเผยถึงนโยบายเชิงรุกในการยกระดับกฎหมาย โดยเตรียมร่างกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขและเปิดช่องให้ พ.ร.ก. ที่เกี่ยวข้อง สามารถตอบสนองต่อการกระทำผิดทางออนไลน์ได้ในลักษณะ “เชิงรุก” ซึ่งต่างจากแนวทางเดิมที่หน่วยงานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อระงับบัญชีหรือขอ IP ได้ต่อเมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความแล้วเท่านั้น

“ในช่วงที่ผ่านมา เราเหมือนถูกมัดมือมัดเท้า เพราะทำได้เพียงตั้งรับ” ไชยชนก กล่าว

ภายใต้แนวคิดกฎหมายใหม่นี้ จะมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษที่ประกอบด้วย “White Hacker” หรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ของไทย เพื่อใช้เป็น “หน่วยจู่โจมคืน” (Cyber Counter-Attack Unit) เมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยหรือประชาชนชาวไทยถูกกระทำความเสียหาย เช่น การส่งมัลแวร์ การแฮกข้อมูล หรือการสแกม

โดยการดำเนินการจะมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งมาตรการตอบโต้จะถูกกำหนดเป็นรายกรณี ภายใต้การอนุมัติของคณะกรรมการที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความชอบธรรมและเป็นไปตามหลักสากล

ทั้งนี้ แนวทางการตอบโต้ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากกฎหมายญี่ปุ่น แต่จะใช้หลักการ “Responsive” คือตอบโต้เมื่อถูกกระทำก่อนเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระหว่างประเทศ

รมว.ดีอี คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกจัดทำดราฟต์เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ และจะเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้ภายในไม่กี่เดือน เพื่อให้กระทรวงดีอีมีเครื่องมือที่สามารถป้องกันและปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังได้กล่าวถึงประเด็นการกำกับดูแลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในเชิงของอำนาจต่อรองและการรั่วไหลของรายได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลจะพยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อหาแนวทางการแก้ไขต่อไป พร้อมระบุว่า ในเบื้องต้น ได้มีการพูดคุยกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเน้นย้ำเรื่องความรวดเร็วในการจัดการกับ Fake News และกำลังเตรียมหารือกับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ เพื่อหามาตรการลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย แทนการลดค่า GP โดยตรง ตามข้อเสนอของภาคเอกชน

ธุรกิจไทยเสี่ยง “ถูกโจมตีไซเบอร์” เฉลี่ยวันละ 488 ครั้ง ปมหลักจาก ‘ช่องโหว่’ ที่ไม่ได้รับการอัปเดต

Scroll to Top