สคส.สั่งเด็ดขาด! ระงับ ‘สแกนม่านตาแลกคริปโท’ ทั่วประเทศ พร้อมสั่งลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เล็งส่ง DSI ขยายผลต่อ ด้าน World ยันทำตามกฎหมาย

สคส.สั่งเด็ดขาด! ระงับ 'สแกนม่านตาแลกคริปโท' ทั่วประเทศ พร้อมสั่งลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เล็งส่ง DSI ขยายผลต่อ ด้าน World ยันทำตามกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ออกคำสั่งทางปกครองให้ธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโท” ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพเพิ่มเติมทันที และ สั่งลบทำลายข้อมูลม่านตาพร้อมข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องของประชาชนกว่า 1.2 ล้านราย เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยเฉพาะประเด็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นอิสระ พร้อมส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลตรวจสอบในประเด็นความผิดกฎหมายอื่นต่อไป

ไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ชี้ชัด! การขอความยินยอม ‘ไม่เป็นอิสระ’

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงฯ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยืนยันความเป็นมนุษย์ แต่ย้ำว่า การเก็บรวบรวม “ข้อมูลชีวภาพ” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทข้อมูลอ่อนไหว จะต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างชัดเจน

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. เปิดเผยว่า คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ของ สคส. ได้พิจารณาการดำเนินธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” และพบว่า การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวม “ข้อมูลชีวภาพ” ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เนื่องจาก:

  • การจูงใจด้วยค่าตอบแทน: ผู้ให้บริการใช้วิธีมอบ เหรียญคริปโทเคอเรนซี เป็นการตอบแทน เพื่อแลกกับการยินยอมให้เก็บข้อมูลม่านตา ซึ่งถือว่า เป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระ ตามที่ PDPA กำหนด
  • ใช้เกินขอบเขตวัตถุประสงค์: แม้ผู้ให้บริการจะแจ้งวัตถุประสงค์ว่าเพื่อ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ที่เคยสแกนแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ ยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งและขอความยินยอมไว้ตั้งแต่แรก

คำสั่งทางปกครอง: ระงับ-ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย ป้องกันการรั่วไหล

ภายหลังการพิจารณาหลักฐานอย่างรอบด้าน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครองต่อผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องดังนี้:

  1. ระงับทันที: ให้ระงับหรือ งดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และให้รายงานผลภายใน 7 วัน
  2. ลบและทำลาย: ให้ ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เลขาธิการ สคส. เน้นย้ำว่า คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพื่อ คุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน และ ป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขายหรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยมิชอบ โดยคำวินิจฉัยนี้เป็นไปตามกรอบของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และสอดคล้องกับมาตรการสากล เนื่องจากมีอย่างน้อย 8 ประเทศ รวมถึง เยอรมัน สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล ที่มีคำสั่งระงับการดำเนินการนี้แล้วเช่นกัน

ขยายผลสอบ: ส่ง DSI ตรวจสอบความผิดกฎหมายอื่น

นอกจากประเด็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย PDPA แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังตรวจพบประเด็นน่าสงสัยอื่น ๆ เช่น กรณีที่มี ขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ ประกอบกับการตรวจสอบของ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ที่ได้มีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย

ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นอีก ดีอีจึงเตรียมส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ DSI และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องสืบสวนขยายผลต่อไป

World แถลง: ระงับชั่วคราว ยันทำตามกฎหมาย

ด้านบริษัทผู้ให้บริการได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ได้รับจดหมายจาก PDPC และได้ ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยชั่วคราว ตามคำสั่งดังกล่าว แม้บริษัทฯ จะยืนยันว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วนมาโดยตลอด พร้อมแสดงความกังวลว่าการระงับครั้งนี้จะส่งผลกระทบในทางลบต่อคนไทยหลายล้านคนที่เลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อป้องกันตนเองจากการหลอกลวงและการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วย AI

บริษัทฯ ยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนไทย และจะดำเนินการหารือกับกระทรวงดีอีและ สคส. อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสมและยั่งยืน

เจาะลึก “Dell AI Factory with NVIDIA” : แพลตฟอร์มครบวงจร เปลี่ยนการทดลอง AI สู่ผลลัพธ์ธุรกิจจริง

Scroll to Top