กระแสข่าวลือของสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นถัดไปจากค่าย Apple เริ่มมีข้อมูลหลุดออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้หนีไม่พ้นการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ภายในเพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงทิศทางของราคาและดีไซน์ตัวเครื่องที่เปลี่ยนไปจากเดิม
รายงานล่าสุดจากไต้หวันระบุว่า iPhone 18 รุ่นเริ่มต้นจะได้รับการอัปเกรดหน่วยความจำชั่วคราว (RAM) เพิ่มขึ้นเป็น 12GB ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญเมื่อเทียบกับ iPhone 17 ที่มี RAM เพียง 8GB เท่านั้น การเพิ่มความจุในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนฟีเจอร์ AI รูปแบบใหม่บน Siri ผ่านโมเดลประมวลผลบนตัวเครื่อง (On-device AI) ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องใช้หน่วยความจำขั้นต่ำ 12GB ในการทำงาน
ผลลัพธ์จากการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ Siri สามารถแสดงน้ำเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติและถ่ายทอดอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีแถบเลื่อนปรับแต่งเสียงให้เข้ากับความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพิมพ์ด้วยเสียง (Dictation) ทั่วทั้งระบบปฏิบัติการ ซึ่งฟีเจอร์ AI รูปแบบใหม่เหล่านี้จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 27 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และเป็นที่แน่นอนว่า iPhone 17 จะไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์กลุ่มนี้ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้าน RAM ที่มีเพียง 8GB
สำหรับเรื่องราคาจำหน่าย มีข้อมูลที่น่าสนใจและสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เนื่องจากปัจจุบันราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำ (RAM) ในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้ผู้ผลิตหลายรายกังวลว่า Apple อาจจะเปลี่ยนใจลดสเปกหรือปรับราคาขึ้น ทว่าข่าวลือล่าสุดระบุว่า Apple เลือกที่จะแบกรับต้นทุนส่วนต่างของราคา RAM ที่เพิ่มขึ้นนี้ไว้เอง ส่งผลให้ iPhone 18 รุ่นเริ่มต้นอาจเปิดตัวด้วยราคาเดิมที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างความได้เปรียบด้านราคาเหนือคู่แข่งในฝั่ง Android ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของรุ่นโปรอย่าง iPhone 18 Pro อาจไม่ได้โชคดีแบบนั้น รายงานจาก TechInsights และสื่อชั้นนำคาดการณ์ว่า ต้นทุนการผลิตรวมของ iPhone 18 Pro รุ่นความจุ 256GB อาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 726 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ต้นทุนราว 582 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุน RAM ขนาด 12GB ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 39 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 145 ดอลลาร์สหรัฐ และชิ้นส่วนความจุ 256GB ที่ขยับราคาจาก 13 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ประมาณ 51 ดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น iPhone 18 Pro ยังมีข่าวลือว่าจะหันมาใช้ระบบกล้องแบบรูรับแสงแปรผัน (Variable-aperture lens) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีราคาต้นทุนสูงกว่าระบบกล้องเดิมไม่ต่ำกว่า 50%
จากการประเมิน หาก Apple ต้องการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Profit Margin) ไว้ที่ระดับเดิม ราคาเปิดตัวของ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจพุ่งสูงไปถึง 1,371 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากมีการปรับโครงสร้างราคามาตรฐานตามความเหมาะสม คาดว่าราคาขายจริงของ iPhone 18 Pro อาจเปิดตัวที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือหากรวมต้นทุนโมดูลกล้องใหม่อาจขยับไปอยู่ที่ประมาณ 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ และแน่นอนว่าส่งผลให้ iPhone 18 Pro Max มีแนวโน้มที่จะปรับราคาเริ่มต้นสูงขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน จากราคาเดิมของรุ่นก่อนหน้าที่เริ่มต้น 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ
ทางด้านดีไซน์และมิติตัวเครื่อง แหล่งข่าวหลุดชื่อดังอย่าง Ice Universe ได้เปิดเผยว่า iPhone 18 Pro Max จะยังคงใช้ภาษาการออกแบบพื้นฐานเดิมเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า โดยตัวเครื่องจะมีความหนาอยู่ที่ 8.75 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เท่าเดิม เนื่องจากในปัจจุบัน Apple กำลังมุ่งเน้นและทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนาสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้รุ่นแรกของค่ายภายใต้ชื่อ iPhone Ultra ทำให้ iPhone 18 ซีรีส์โปรอาจจะไม่มีการปรับเปลี่ยนฟีเจอร์หรือรูปลักษณ์ภายนอกที่หวือหวามากนัก เพื่อให้ความสำคัญกับการทำรุ่นท็อปสุดอย่าง Ultra ออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด
ปิดท้ายด้วยช่วงเวลาการเปิดตัวตามวงจรผลิตภัณฑ์ คาดว่า Apple จะจัดงานเปิดตัวครั้งใหญ่เพื่อเผยโฉม iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Ultra ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ส่วน iPhone 18 รุ่นเริ่มต้น และ iPhone 18e รวมถึงความเป็นไปได้ของ iPhone Air 2 คาดว่าจะถูกแยกไปเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป






