HMD Global เปิดตัว Nokia 300 Charge (หรือทำตลาดในบางประเทศด้วยชื่อ Nokia 300 Power Bank) ฟีเจอร์โฟนรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นด้านพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ความจุสูงถึง 3700 mAh ซึ่งมากกว่าฟีเจอร์โฟนทั่วไปเกินเท่าตัว รองรับการใช้งานคุยสายต่อเนื่องสูงสุด 37–37.9 ชั่วโมง และเปิดเครื่องสแตนด์บายได้ยาวนานกว่า 40 วัน
ความพิเศษของรุ่นนี้คือการติดตั้งปุ่มลัด บริเวณด้านข้างตัวเครื่อง เพียงกดปุ่ม ระบบจะเริ่มจ่ายไฟแบบย้อนกลับ (Reverse Charging) กำลังไฟสูงสุด 10W ผ่านพอร์ต USB-C เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นอย่างสมาร์ทโฟน หูฟัง หรือจอยเกมได้ทันที ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรองแบบพกพาในตัว ขณะที่การชาร์จไฟเข้าตัวเครื่องเองก็รองรับกำลังไฟ 10W ผ่าน USB-C เช่นเดียวกัน
ด้านบนตัวเครื่องมาพร้อมไฟฉาย LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างสูงกว่าไฟฉายของ Nokia 105 ถึง 4 เท่า และสว่างกว่าไฟแฟลชของ iPhone 16 Pro ถึง 2 เท่า การออกแบบตัวเครื่องเน้นความสมบุกสมบันด้วยเหลี่ยมมุมและพื้นผิวกันลื่น ตัวเครื่องมีขนาด 136.6 x 55 x 14.94 มิลลิเมตร น้ำหนัก 138 กรัม
สำหรับสเปกภายใน Nokia 300 Charge ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Unisoc SC6531E ทำงานบนระบบปฏิบัติการ S30+ หน้าจอแสดงผลขนาด 2.4 นิ้ว ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล กล้องหลังความละเอียด 320 x 240 พิกเซล มีหน่วยความจำ RAM 4MB และพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 4MB รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วย microSD Card สูงสุด 32GB พร้อมช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. สำหรับการฟังเพลง
ด้านการเชื่อมต่อ รองรับเครือข่าย 2G Dual-band (คลื่นความถี่ 900MHz และ 1800MHz) โดยวางจำหน่ายใน 3 โทนสี ได้แก่ Sandstone (สีเบจ), สีเขียว (Green) และสีดำ (Black) เริ่มวางจำหน่ายแล้วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ ในราคา 1,990–2,190 เปโซฟิลิปปินส์ (ราว 32–38 ดอลลาร์สหรัฐ) และในมาเลเซียราคา 148 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 37 ดอลลาร์สหรัฐ)
–หลุดผลทดสอบ iPhone Ultra บานพับทนทาน จอใหญ่ แต่ไร้เลนส์ซูมในราคาแตะ 2,000 ดอลลาร์






