STT GDC ประเทศไทย เผยความคืบหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ BKK2 ยอด Pre-commit ลูกค้ากลุ่ม Hyper-scale และ AI พุ่งแล้ว 30-40% พร้อมเปิดเฟสแรกไตรมาส 4 ปีนี้ ด้านผู้บริหารชี้เทรนด์ “Neo Cloud” มาแรง ดีมานด์ไฟพุ่งทะยานระดับ 50-100 เมกะวัตต์ต่อราย เตรียมแผนช้อปปิ้งที่ดินนอกกรุงเทพฯ ลุยไซส์ใหญ่ เล็งเทรนด์พลังงานสะอาดและเทคโนโลยี SMR รองรับอนาคต
บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ Country Head บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ STT GDC Thailand เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในมือว่า ปัจจุบันโครงการ BKK1 มียอดกลุ่มลูกค้าที่ทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว (Committed Customer) ประมาณ 90% ซึ่งใกล้เต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่โครงการ BKK2 มีกระแสตอบรับที่ดีมาก โดยลูกค้าหลักขยายตัวต่อเนื่องมาจาก BKK1 ซึ่งเป็นกลุ่ม Hyper-scale และกลุ่ม AI ล่าสุดมียอดลูกค้าจองล่วงหน้า (Pre-commit) แล้วราว 30-40% โดยเฟสแรกมีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้
สำหรับแผนงานในเฟสที่ 2 ของ BKK2 คาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้เริ่มเดินหน้าพัฒนาทั้ง 4 เฟสของโครงการ BKK2 ไปพร้อมกัน โดยตั้งเป้าหมายว่า BKK2 จะมีความพร้อมในการให้บริการกำลังไฟเต็มศักยภาพรวม 24 เมกะวัตต์ (MW) ภายในสิ้นปี 2027 ส่วนโครงการ BKK3 ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) ปัจจุบันเน้นรองรับกลุ่มลูกค้า Enterprise บริษัทข้ามชาติ และกลุ่มธุรกิจการเงิน (BFSI) เป็นหลัก มีอัตราการใช้บริการในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30-40% และยังมีขีดความสามารถรองรับลูกค้าเพิ่มได้อีก จึงยังไม่มีแผนขยายไซต์ในเมืองเพิ่มเติมในขณะนี้
“Neo Cloud – AI” ดันดีมานด์พุ่ง 100MW เล็งขยายโครงสร้างพื้นฐานนอกกรุงเทพฯ
จากภาพรวมตลาดในปัจจุบัน ดีมานด์ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนผ่านจากกลุ่ม Hyper-scale หรือผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก มาสู่กลุ่ม “Neo Cloud” หรือผู้ให้บริการด้าน AI อย่างเต็มตัว ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการใช้กำลังไฟและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงมาก จากเดิมที่กลุ่ม Hyper-scale จะขอใช้กำลังไฟราว 1-5 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันกลุ่ม Neo Cloud มีการโยกย้ายเข้ามาศึกษาและขยายกำลังไฟสูงถึงระดับ 10 , 50 ไปจนถึง 100 เมกะวัตต์ต่อราย
จากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ค่าที่ดินในเขตเมือง รวมถึงเกณฑ์ใหม่ของ BOI ที่กำหนดให้ต้องมีข้อตกลงคอมมิตเมนต์เรื่องกำลังไฟก่อนจึงจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ ทำให้ STT GDC ประเทศไทย อยู่ระหว่างการมองหาและจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่ (Shopping) สำหรับเตรียมพัฒนาโครงการถัดไป เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับ 50-100 เมกะวัตต์ โดยมุ่งเน้นทำเลพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานครที่มีความเหมาะสมด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า
กางพิมพ์เขียวองค์กรไทย ชี้ 78% อยู่ในเกณฑ์เร่งพัฒนาสู่ผู้นำ
จากการสำรวจดัชนีความพร้อมขององค์กร (Maturity Index) พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยประมาณ 78% ยังจัดอยู่ในกลุ่ม “Builder” หรือกลุ่มที่กำลังสร้างฐานขับเคลื่อนเทคโนโลยี โดยองค์กรชั้นนำที่สามารถยกระดับก้าวข้ามไปสู่กลุ่ม Integrator และ Leader ได้นั้น มีปัจจัยและแกนหลักสำคัญที่ต้องพิจารณา 4 ด้าน ประกอบด้วย:
- การเลือกพันธมิตร (Partnership): องค์กรชั้นนำกว่า 34% เลือกใช้พาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาช่วยจัดการแทนการสร้างระบบเองทั้งหมด
- การกระจายศูนย์ (Distributed): มีการกระจายปริมาณงาน AI ไปยังศูนย์ข้อมูลต่างๆ สูงถึง 58% เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการประมวลผลข้อมูล
- การออกแบบเพื่อความยั่งยืน (Sustainability): ถือเป็นปัจจัยวิกฤตสำคัญในการขับเคลื่อนและเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดหลักที่องค์กรชั้นนำใช้พิจารณาเลือกผู้ให้บริการ
- การวัดผลเชิงลึก (Measurement): 65% มีการติดตามตัวชี้วัดด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience), 61% มุ่งวัดประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน, 52% วัดผลในแง่นวัตกรรม และ 43% เน้นการตรวจสอบตามกฎระเบียบและข้อบังคับ (Compliance) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการเงิน
ทั้งนี้ ในแง่การบริหารจัดการระบบความปลอดภัย STT GDC ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการฝากวางตู้คอนเทนเนอร์และเซิร์ฟเวอร์ (Co-location) ซึ่งให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) เช่น มาตรฐานการเข้าออกอาคารและการควบคุมห้องเก็บอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองระดับสากล อาทิ ISO 27001 และ TIA-942 โดยเปรียบเสมือนผู้ให้เช่าคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมที่เตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็นไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนการดูแลความปลอดภัยด้านข้อมูลดิจิทัล (Logical Security) จะเป็นขอบเขตความรับผิดชอบและสิทธิ์โดยตรงของตัวลูกค้าเอง
รับลูกเทรนด์พลังงานสะอาด ศึกษาเทคโนโลยี SMR รับมือชิปเจเนอเรชันใหม่
ด้านการจัดการพลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองอย่าง BKK3 มีข้อจำกัดด้านการซื้อกระแสไฟผ่านการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ทำให้ในระยะสั้น บริษัทฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนระดับสากล หรือ I-REC (International Renewable Energy Certificate) อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทฯ กำลังรอคอยนโยบายเปิดเสรีไฟฟ้าจากภาครัฐ เช่น มาตรการ Direct PPA เพื่อให้สามารถเลือกซื้อพลังงานหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การมาถึงของนวัตกรรมชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ๆ เช่น ชิปจาก NVIDIA ส่งผลให้ในอนาคตดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจมีความต้องการกำลังไฟดีดตัวไปถึงระดับ 1 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอาจรองรับไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ของ STT GDC กำลังร่วมศึกษาเทรนด์การใช้พลังงานทางเลือกใหม่ๆ อย่าง Quantum Computing รวมถึงเทคโนโลยีระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ขนาด 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโมดูลาร์ที่บริหารจัดการง่าย สามารถทยอยเติมเข้าระบบตามปริมาณดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นได้ และเริ่มมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์แล้วในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร (UK) เพื่อเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคตต่อไป
–หัวเว่ย คลาวด์ หนุน School Bright สู่แพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะ ลดงานเอกสารครูได้ถึง 90%






