ไปรษณีย์ไทย ประกาศแผนปี 2569 ชูแนวคิดใหม่ “Sustainnovation” (นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน) เพื่อปรับทิศทางองค์กรสู่การเป็น “Tech Post” เต็มรูปแบบ พร้อมรับมือกับความท้าทายจากภูมิทัศน์ทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัล เน้นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการยุคใหม่
ปฏิวัติบริการด้วย AI และ Digital Ecosystem
ในปี 2569 ไปรษณีย์ไทย ตั้งเป้าหมายที่จะ “เปลี่ยนผ่าน” จากการเป็นเพียง “ผู้ขนส่ง” ไปสู่การเป็น “Network” (เครือข่าย) ที่แข็งแกร่งทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล โดยวางแผนงานไว้ทั้งหมด 3 เรื่อง คือ Super App, AI และ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่
Super App
ส่วนแรกคือการสร้างศูนย์กลางบริการครบวงจร ผ่านการเปิดตัว Super App ภายในปี 2569 เพื่อรวมบริการทั้งหมดที่เคยแยกอยู่ในหลายแอปพลิเคชัน (เช่น การเงิน การติดตามพัสดุ) เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
โดยฟีเจอร์เด่นๆ ที่จะเข้ามาอยู่ใน Super App ตัวใหม่จะมีตั้งแต่ AI ช่วยอ่านและติดตามพัสดุ จากภาพหรือคลิป, การแสดง แผนที่ติดตามพัสดุแบบ Real-time และสามารถ จัดการเปลี่ยนแปลงสถานที่รับพัสดุ ได้อีกด้วย
AI
เป็นแผนการยกระดับการบริการและการปฏิบัติงานภายในองค์กรและการให้บริการลูกค้า โดย AI มาถูกนำมาใช้ในหลากหลายมิติ ทั้งในส่วนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การใช้ AI วางแผนเส้นทางนำจ่าย และการบริหารจัดการคลังสินค้า
สำหรับการพัฒนา AI ในองค์กร ไปรษณีย์ไทย เตรียมใช้ “น้องหมี” ซึ่งเป็น AI สำหรับพนักงานภายใน น้องหมีจะเข้ามาช่วยจัดการองค์ความรู้ หรือเรียกว่าเป็น Knowledge Management ที่ช่วยให้บุรุษไปรษณีย์และพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและกฎระเบียบได้อย่างรวดเร็ว
ส่วน AI ที่จะเข้ามาเสริมความสามารถการให้บริการลูกค้า คือ “พี่ไปรฯ AI” เป็น Chatbot อัจฉริยะ ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการด้านข้อมูลและตอบคำถามพื้นฐานให้กับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่
การจะรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โครงสร้างพื้นฐานของไปรษณีย์ไทยก็จำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่ไปรษณีย์ไทยเร่งพัฒนามาระนึงแล้วคือ D/ID (Delivery ID) เป็นรหัสดิจิทัลส่วนบุคคล 6 หลัก เพื่อใช้แทนที่อยู่ในการจ่าหน้า และเป็นรหัสกลางในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ อีคอมเมิร์ซ และเอกชน โดย D/ID จะเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากในการจัดส่งสินค้า ซึ่งต่อไปการระบุตัวตนผู้รับปลายทางสามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่าน ID ผู้รับ โดยไม่จำเป็นต้องกรอกที่อยู่เต็มรูปแบบ หรือจดจำเลข D/ID ของผู้อื่น
รวมถึงร่วมมือกับบริการของภาครัฐ เช่น ThaiD เป็นเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนที่มีชื่อและที่อยู่ในประเทศสามารถเข้าถึงและใช้งาน D/ID ได้ เป็นการผลักดันให้สังคมไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ยังยกระดับบริการ Prompt Post ด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ เช่น Digital Postbox (ตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลส่วนบุคคล) และ Prompt Vote (ระบบการลงคะแนนเสียงออนไลน์) รวมถึงการเปิดให้สามารถติดตามพัสดุผ่าน ChatGPT ได้แล้ว และเตรียมขยายไปยัง Gemini ต่อไป
ขยายขีดความสามารถระหว่างประเทศและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
อีกหนึ่งในแผนของไปรษณีย์ไทย คือการเปลี่ยนตัวเองเป็น Information Logistics เพื่อเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจในระดับสากล และการสร้างพอร์ตธุรกิจใหม่ที่ตอบรับเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 2 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
เล็ง Joint Venture และตั้ง Tech Entity ใหม่
ไปรษณีย์ไทยมีแผนจัดตั้ง บริษัทร่วมทุน (Joint Venture) หรือบริษัทลูก (Subsidiary) ด้านเทคโนโลยีขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็น Change Engine ในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านองค์กร และสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสู่ตลาดภายนอกได้ในอนาคต
โดยการตั้งบริษัทร่วมทุน จะเป็นตัวช่วยสร้างความต่อเนื่องในการทรานส์ฟอร์มไปรษณีย์ไทยสู่ ‘Tech Post’ จากปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการสรรหาคู่ค้าภายนอกซึ่งต้องใช้เวลานาน
ต่อมาคือ องค์กรสามารถสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Know-how) ให้อยู่ภายในบริษัท และใช้ความเชี่ยวชาญนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ (เช่น Logistics Tech, Smart Logistics) เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของไปรษณีย์เอง
และสุดท้าย การตั้ง Tech Entity ใหม่ จะช่วยให้ไปรษณีย์ไทยทำงานได้คล่องตัวในแบบภาคเอกชน และสามารถขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นไปยัง Ecosystem อื่น ๆ หรือกลุ่มลูกค้าภายนอกได้ เป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้กับองค์กรตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องพึ่งพิงเฉพาะรายได้จากค่าขนส่งเพียงอย่างเดียว
ขยายเครือข่ายโลจิสติกส์สากล
ไปรษณีย์ไทย ไม่ได้มองแค่การสร้างมาตรฐานแแค่ในไทยอีกต่อไป แต่มองถึงการสร้างมาตรฐานบริการข้ามแดนให้เทียบเท่าสากล และขยายความร่วมมือโลจิสติกส์กับปลายทางสำคัญทั่วโลก
ล่าสุด ได้ขยายความร่วมมือกับไปรษณีย์ลาวในด้านต่าง ๆ อาทิ บริการขนส่งข้ามพรมแดน บริการการเงิน และบริการ Cash on Delivery (COD) ข้ามประเทศ
นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการขนส่งสินค้าเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ขายสินค้าบน Amazon.com พร้อมบริการ End-to-End สำหรับการส่งออกสินค้า SME และสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร
“การนำกลยุทธ์ Sustainnovation (Sustainability+Innovation) มาใช้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ธุรกิจ และระบบขนส่งของประเทศให้ก้าวทันพฤติกรรมในยุคดิจิทัล และวางตำแหน่งไปรษณีย์ไทยสู่การเป็น “Tech Post” อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นกลยุทธ์ที่ไปรษณีย์ไทยนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 69 ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางขององค์กรสมัยใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตด้านรายได้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในระยะยาว ทั้งต่อองค์กร ลูกค้า และประเทศชาติ” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวทิ้งท้าย
สรุปผลประกอบการ 9 เดือน ปี 68
สำหรับผลประกอบการ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) ไปรษณีย์ไทยทำรายได้รวม 16,860.73 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็น 47.39% ของรายได้รวมทั้งหมด และมีการเติบโตที่ 8.42%
นอกจากนี้ การบริการอื่น ๆ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ก็มีการเติบโตที่โดดเด่น เช่น บริการ Travel Lite ที่ทำรายได้เติบโตสูงถึง 551% และกลุ่มบริการค้าปลีกและการเงินเติบโต 14.33% ขณะที่ภารกิจเพื่อสังคม (PSO) มีมูลค่ารวมกว่า 466.93 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น โดยคะแนนความเชื่อมั่นในแบรนด์ในปี 2568 สูงถึง 97.92% และความไว้วางใจในแบรนด์อยู่ที่ 98.26% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความพร้อมขององค์กรในการก้าวสู่ทิศทางการเติบโตที่มั่นคง






