Uber เปิดศึกชน Waymo ล็อบบี้กฎหมายคุม Robotaxi หวั่นมนุษย์ตกงาน

Uber เปิดศึกชน Waymo ล็อบบี้กฎหมายคุม Robotaxi หวั่นมนุษย์ตกงาน

สัญญาสงบศึกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อ Uber ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มเรียกรถ และ Waymo ผู้ให้บริการรถยนต์ไร้คนขับ (Robotaxi) รายใหญ่ในเครือ Alphabet กำลังเผชิญหน้ากันครั้งใหม่ในเชิงนโยบาย หลัง Uber เดินเกมล็อบบี้กฎหมายควบคุมรถยนต์ไร้คนขับฉบับใหม่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หวังดันแนวคิด “เครือข่ายไฮบริด” ที่บังคับให้ระบบต้องทำงานร่วมกับคนขับที่เป็นมนุษย์ ซึ่งแนวคิดนี้ตรงข้ามกับ Waymo อย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุสำคัญมาจากร่างกฎหมาย Autonomous Vehicle Act ที่เสนอโดยสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งจะอนุญาตให้มีการทดสอบและดำเนินธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ได้ จากเดิมที่ทำได้เพียงแค่การทดสอบโดยต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยนั่งคุมอยู่หลังพวงมาลัยเท่านั้น นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้เก็บภาษีรถยนต์ไร้คนขับในอัตรา $0.15 ต่อไมล์ โดยนำรายได้ครึ่งหนึ่งไปสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ และอีกครึ่งหนึ่งนำไปใช้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่คนขับรถร่วม (Ride-sharing) และคนขับแท็กซี่ที่เสี่ยงตกงาน

ฝ่าย Uber แสดงจุดยืนคัดค้านร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันอย่างเต็มตัว โดยให้เหตุผลว่าเอื้อประโยชน์ให้ Waymo ผูกขาดตลาดแต่เพียงผู้เดียว และจะทำให้คนขับรถที่เป็นมนุษย์ต้องตกงาน พร้อมทั้งเสนอทางออกว่าควรเปลี่ยนไปใช้ระบบแบบไฮบริด (Hybrid Model) ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการรถยนต์ไร้คนขับหรือเลือกคนขับที่เป็นมนุษย์ผ่านแอปพลิเคชัน

ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของ Uber ระบุว่า รูปแบบไฮบริดควรถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความสมดุลและลดผลกระทบด้านแรงงาน พร้อมชี้ว่ารถยนต์ไร้คนขับที่วิ่งตัวเปล่าโดยไม่มีผู้โดยสารสามารถสร้างปัญหาการจราจรติดขัด ทั้งยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกายภาพแก่ผู้สูงอายุหรือผู้พิการได้เหมือนกับที่คนขับมนุษย์ทำได้ โดยอ้างอิงข้อมูลว่ารถยนต์ไร้คนขับ 1 คัน สามารถแย่งงานคนขับรถได้ถึงประมาณ 4 คน

ทางด้าน Waymo ออกมาโต้แย้งมุมมองดังกล่าว โดยยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้จะช่วยให้การใช้งานรถยนต์ไร้คนขับเป็นไปอย่างปลอดภัย ช่วยสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีเจตนาที่จะจำกัดหรือปิดกั้นการดำเนินงานของบริษัทอื่น รวมถึง Uber ด้วย พร้อมระบุว่ายินดีหากจะมีการปรับปรุงเนื้อหาข้อกฎหมายให้มีความชัดเจนว่าระบบเครือข่ายหลากหลายรูปแบบสามารถเปิดให้บริการในพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมองด้านการขนส่งและเทคโนโลยีกลับมองว่า ความเคลื่อนไหวของ Uber ในครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะใช้กฎระเบียบของรัฐเพื่อกีดกันทางการค้า (Regulatory Capture) และการบังคับให้ใช้โมเดลธุรกิจเฉพาะเจาะจงไม่ได้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค หรือส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน แต่เป็นเพียงการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและเรียกเก็บค่าเช่าระบบจากผู้ให้บริการรถยนต์ไร้คนขับรายอื่น

ศึกกฎหมายท้องถิ่นในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความขัดแย้งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระดับโลกของ Uber ที่ต้องการปกป้องตำแหน่งผู้นำในตลาดเรียกรถและจัดส่งสินค้า โดย Uber ได้ลงทุนและจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับกว่า 30 แห่งทั่วโลก พร้อมจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่อย่าง AV Labs เพื่อรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลการขับขี่ในโลกจริงให้กับนักพัฒนา ซึ่งในอดีต Uber และ Waymo เคยมีข้อพิพาททางกฎหมายเรื่องการขโมยความลับทางการค้าในปี 2017 ก่อนจะยอมความและหันมาร่วมมือกันนำรถไร้คนขับของ Waymo มาให้บริการบนแอป Uber ในบางเมือง ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเริ่มตึงเครียดและเกิดรอยร้าวอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งนำมาสู่การเปิดศึกช่วงชิงความได้เปรียบเชิงนโยบายในที่สุด

ที่มา techcrunch

สิงคโปร์ ยกระดับสาธารณสุข พัฒนาโมเดล AI “SIMFONI” เจาะลึกโรคหัวใจและโรคตา

Scroll to Top