ใครที่ติดตามกระแส iPhone 17 ปีนี้ น่าจะเห็นกันเต็มโซเชียล ว่า iPhone Air ที่เปิดตัวมาในปีนี้ด้วยเป็นรุ่นแรก ยอดจองเหมือนจะไม่เข้าเป้า ใครที่จองไปได้รับวันแรกแน่นอน ขณะที่รุ่น Pro Max ใครที่จองทีหลังต้องรอเครื่องไปก่อน
วันนี้ Biztalk Gadget จะมาวิเคราะห์กัน สั้นๆ ว่าทำไม iPhone Air ถึงเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวที่มีกระแสลบมากที่สุดในทุกรุ่น และยังส่งผลให้ iPhone 17 รุ่นเริ่มต้นดูดีมากไปเลย
iPad ธรรมดา Air และ Pro สเปค และการตั้งราคาเป็นยังไง
ก่อนจะไปดูเรื่องของ iPhone เรามาดู iPad ที่มีทั้งรุ่นแบบธรรมดา รุ่น Air แล้วก็รุ่น Pro กันก่อน เพราะถือว่าเป็นเคสที่เอามาเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดี
ตรงนี้เราดูจากตัวเริ่มต้นที่เป็นรุ่น WiFi อย่างเดียว และดูจากเว็บ Apple ประเทศไทยนะครับ
- สำหรับ iPad รุ่นเริ่มต้น ความจุ 128GB ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 12,900 บาท
- ด้าน iPad Air รุ่น 11 นิ้ว ความจุ 128GB ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 20,100 บาท
- ส่วน iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว ความจุ 256GB ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 33,900 บาท
ดูจากตรงนี้เราจะเห็น Pattern ของการตั้งราคาได้เป็นอย่างดี คือการแบ่งราคาของทั้ง 3 รุ่นมันมีความชัดเจนมากๆ ว่า ตัวล่างสุด ตัวกลาง และตัวบนสุด มีเรตราคาที่ต่างกันในระดับที่แบ่งกลุ่มผู้ใช้ได้ชัดเจน
ต่อให้อัพเกรด iPad Air ไปเป็นความจุ 256GB ราคาก็ยังอยู่ที่ 24,000 บาท ซึ่งต่างจากตัว Pro ถึง 9,900 บาทอยู่ดี
ตัดกลับมาที่ iPhone
ทั้ง 3 รุ่นเริ่มต้นที่ความจุ 256GB สำหรับตัวเริ่มต้น iPhone 17 ราคาอยู่ที่ 29,900 บาท ตัว Air อยู่ที่ 39,900 บาท ส่วน Pro เริ่มที่ 43,900 บาท
ตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าหลักการตั้งราคานั้นตัว Air มีราคาใกล้กับตัว Pro มากเกินไปจนแทบไม่รู้สึกถึงความต่าง
แต่บางคนอาจจะบอกว่า Pro มันจอเล็กกว่า Air 0.2 นิ่ว ต้องเทียบ Pro Max สิ ที่ 48,900 บาท
ถ้าจะมองแบบนี้ก็ได้ครับ แต่ลองกลับไปดูที่ iPad ก็จะเห็นว่ารุ่น Air กับ Pro หน้าจอเท่ากันที่ 11 นิ้วแต่ราคาต่างกันเกือบ 13,000 บาท
และสเปคของทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งชิปเซ็ตและฟีเจอร์ที่ใช้งานได้ เป็นการแยก segment ของการซื้อตามความต้องการของแต่ละคนได้เลย
ตัดกลับมาที่ iPhone อีกครั้ง การตั้งราคาแบบนี้เมื่อเทียบกับสเปคที่ให้มาอาจจะยังไม่ได้บอกถึงการแยก segment ผู้ซื้อที่ชัดเจน
สรุปในประเด็นแรก ผมมองว่าการตั้งราคาของ Apple ครั้งนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นะถึงแม้จะอ้างว่าตัว Air เป็นเทคโนโลยีใหม่ของการออกแบบตัวเครื่องก็ตาม
สเปค iPhone Air ยังน่าซื้อไม่มากพอ
ประเด็นที่ 2 จะเป็นเรื่องของสเปคที่ใส่มา เพราะขณะที่สเปคทั้ง 17 และ Pro ดูดีขึ้น แต่ Air กลับชูจุดขายได้แค่บางเบาที่สุด
ซึ่งถามว่าความบางกับน้ำหนักที่เบามากเป็น Pain point หลักของคนที่พกโทรศัพท์ในยุคนี้หรือไม่ ก็อาจจะไม่ใช่
เพื่อนๆ ลองถามคนรอบตัวดูก็ได้ว่าวันนี้ถ้าจะซื้อโทรศัพท์สักเครื่องหนึ่ง เขาดูความบางเบาเป็นอันดับแรกหรือไม่
ส่วนตัวผมมีคนมาถามบ้าง และส่วนใหญ่จะถามเรื่อง ระบบปฏิบัติการ หรือ OS เป็นหลักก่อนที่จะเลือกซื้อ Apple หรือ Android
ซึ่งใครที่ติดอยู่กับ Ecosystem ของ Apple ผมมักจะบอกว่า อย่าย้ายเลย ใช้ iPhone ต่อไปเถอะ
ส่วนคนเลือก Android อยู่แล้ว ก็จะไปดูกันว่าแบรนด์ไหน จอชัด กล้องดี แบตอึด มากกว่า ปัญหาเรื่องเซอร์วิสน้อย ตามกันลงมาอีกทีนึง
ซึ่งเท่าที่พูดคุยมา ยังไม่เจอใครที่มองว่าจะซื้อโทรศัพท์ที่บางเบาที่สุดก่อนที่จะดูฟีเจอร์อย่างอื่นตามมา
เพราะปัจจุบันนี้น้ำหนักของตัวเครื่องแต่ละตัวมันต่างกันไม่มาก จนต้องรู้สึกว่าถือนานๆ แล้วปวดข้อมือขนาดนั้น เพราะขนาด iPhone ตัว Pro Max ที่หนักมาก ก็ยังเห็นขายดีที่สุดมาตลอด
กลับมาที่คนซื้อ IPhone ที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าคนซื้อไม่ตัวล่างสุด ก็ไปบนสุดเลยเป็นหลัก
คือตัว Plus มักจะขายไม่ค่อยดี เพราะคนคิดว่าถ้าจะเพิ่มเงินเพื่อเอาจอใหญ่ขึ้น ยอมจ่ายเพื่อขึ้นไป Pro ดีกว่า
แต่การส่ง Air มาใน Position ที่น่าอยู่ตรงกลางครั้งนี้ มันไม่กลางจริง สเปคบางส่วนต่ำกว่าตัวล่างสุด แต่บางส่วนก็ได้เหมือนตัวบนสุด
คนซื้อ iPhone 17 ธรรมดาก็จะมองว่า ถึงแม้ว่าหน้าจอจะเล็กกว่า เครื่องหนากว่า แต่มีกล้องมากกว่า ราคาถูกกว่า 10,000 บาท ได้ใช้ OS เดียวกัน
ทำไมเราจะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อเครื่องที่บางกว่า แต่เสียกล้องไป 1 ตัวด้วยล่ะ
ส่วนคนซื้อ Pro ก็จะมองว่า จ่ายน้อยลง 4,000 บาท จอใหญ่ขึ้น 0.2 นิ้ว เบาลง แต่กล้องหายไป 2 ตัว ซูมไกลก็ไม่ไหว ไม่ลงดีกว่า
นั่นแหละครับ ประเด็นที่ 2 คือการใส่สเปคมาไม่จูงใจมากพอ ซึ่งส่วนตัวผมยังคิดว่า ถ้ากล้อง 2 ตัว ราคาประมาณ 37,900 คงขายดีเลยแหละ
สุดท้ายครับ ก็ยังต้องให้กำลังใจกันต่อไปว่าหาก Air รุ่นที่ 2 จะยังกลับมาในปีต่อไป คงจะต้องปรับ และใส่ในสิ่งที่คนต้องการเข้ามาเป็นหลัก รวมถึงตั้งราคาให้มันอยู่ในจุดที่สมเหตุสมผลมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะเป็นแค่รุ่นตำนานก็ได้ครับ







