สงครามส่งด่วน (ยังไม่จบ) ภาค 2 สงครามระดับประเทศ

สงครามส่งด่วน (ยังไม่จบ) ภาค 2 สงครามระดับประเทศ

วันนี้ Biztalk จะมาชวนคุยเรื่อง สงครามส่งด่วน ภาค 2 รอบนี้เป็นสงครามส่งด่วนระดับประเทศ ที่หากยังปล่อยไว้แบบนี้ ขนส่งสัญชาติไทยอาจจะเข้าขั้นวิกฤตในไม่ช้า

เชื่อว่าหลายคนที่ดูซีรีส์ สงครามส่งด่วน คงจะมีความเข้าใจมากขี้นว่าธุรกิจขนส่งพัสดุ เขามีกระบวนการ (Process) อะไรบ้าง

แต่ถ้าจะให้พูดกันง่ายๆ คือ ธุรกิจนี้เป็นด่านสุดท้ายของอีคอมเมิร์ซ คือรับ และส่งของถึงมือลูกค้า

ทำไมถึงเป็นสงครามระดับประเทศ?

เมื่อถามว่าวันนี้ขนส่งเจ้าใหญ่ที่เป็นของคนไทยจริงๆ มีใครบ้าง แน่นอนว่า ไปรษณีย์ไทย คงเป็นชื่อแรกที่ใครก็คงพูดถึง ซึ่งไปรษณีย์ไทยก็เป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นของคนไทยแบบ 100%

เจ้าต่อมาก็คือ Flash Express แต่แน่นอนว่าความเป็นบริษัทเอกชน นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนมาได้จากทั่วโลก แต่หากจดทะเบียนในไทย เสียภาษีในไทย ก็นับว่าเป็นบริษัทไทยได้เช่นกัน

อีกเจ้าที่คงต้องพูดถึงคือ Kerry Express ที่เคยโด่งดังจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ตอนนี้ออกจากตลาดมาแล้ว และเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น KEX

ซึ่งทั้ง 3 เจ้าใหญ่นี้ก็กินส่วนแบ่งตลาดขนส่งในไทยอยู่มากทีเดียว

สัญญาณอันตราย คืออะไร?

เพราะมีอยู่ประโยคนึง ที่ พี่บิ๊ก ดร.ดนันท์ หัวเรือใหญ่แห่งไปรษณีย์ไทย กับ คุณคมสันต์ หัวเรือใหญ่จาก Flash พูดเหมือนกันว่า

“อีคอมเมิร์ซจะมากำหนดชะตาธุรกิจขนส่งในประเทศไทย”

ถามว่าทำไม ทั้ง 2 คนถึงเชื่อเหมือนกัน

ลองนึกดูว่าวันนี้คุณซื้อของจากแพลตฟอร์ม ”อีคอมเมิร์ซ“ แทบจะทุกแพลตฟอร์มเป็นของต่างชาติทั้งหมด จริงๆ คนไทยก็มีแพลตฟอร์มนะ แต่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานสู้แพลตฟอร์มนอกไม่ได้

และวันนี้ พวกแพลตฟอร์มนอกต่างๆ เขาก็มีโลจิสติกส์เป็นของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็น Shopee ที่มี SPX, Lazada มี LEX หรือ TikTok Shop ก็มีพาร์ทเนอร์ขนส่งที่เป็นบริษัทต่างประเทศ

และแพลตฟอร์มนั้นๆ ก็จะดึงขนส่งของตัวเองเป็นตัวเลือกแรกในการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้ซื้อ

คุณลองสังเกตดูสิ เวลาที่คุณกดซื้อของ หลายๆ ร้านในแพลตฟอร์ม (ย้ำว่าหลายๆ ร้าน) จะไม่มีตัวเลือกขนส่งอื่นๆ แต่จะระบุเลยว่า ส่งแบบ Standard ราคาค่าส่งเท่านี้นะ

นอกจากนี้ยังมีโค้ดส่งฟรีเข้ามาอีก จูงใจผู้ซื้อมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ทำให้บริษัทขนส่งในไทยจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งก็ยาก เพราะต้องยอมรับว่าแพลตฟอร์มเองก็พยายามผูกคนขายไว้กับโลจิสติกส์ คือการวางจุด Drop off หรือจุดที่คนขายจะแพ็กและเอาสินค้าไปส่งถึงลูกค้าได้ง่าย

ถึงแม้จุด Drop off ในแต่ละที่ปกติก็จะรับหลายๆ ขนส่งก็ตาม แต่การผูกตัวเองเข้าไปด้วยทำให้คนขายไม่อยากออกจากระบบของแพลตฟอร์ม

แล้วขนส่งไทย ชิงพื้นที่ตลาดส่วนไหนอยู่

แน่นอนว่าวันนี้ตลาดขายของไม่ได้มีแค่ อีคอมเมิร์ซ แต่ยังมี Social Commerce เช่นการไลฟ์ขายของใน Facebook, IG รวมถึง Market Place อื่นๆ เช่น LINE Shopping ที่คนส่งของสามารถเลือกขนส่งได้เอง โดยไม่ต้องผูกขาดกับใคร

แต่ตลาด Social Commerce ที่ถึงแม้วันนี้จะโตเร็ว แต่ยังถือว่าเล็กมากๆ เพราะยังมีมูลค่าอยู่ในระดับหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับอีคอมเมิร์ซที่อยู่ในระดับ 6-7 แสนล้านบาทไปแล้ว

อีกส่วนหนึ่งคือการปรับตัว และเปิดช่องทางการส่งสินค้าใหม่ๆ สิ่งของที่โลจิสติกส์ทั่วไปทำไม่ได้

อย่างไปรษณีย์ไทยเองก็มีการขนส่งผลไม้ ที่มีวิธีการส่งทั้งผลไม้เปลือกแข็งและเปลือกนิ่ม ให้ไปถึงปลายทางโดยที่สภาพยังสมบูรณ์

และอีกธุรกิจ คือการส่งอาหารแช่แข็งที่ต้องการการเก็บรักษาอุณหภูมิอย่างดีก่อนถึงมือผู้รับ

ยังไม่นับรวมถึงแพลตฟอร์ม Thailand Post Mart ที่รวมสินค้าไทยจากหลายๆ แห่งทั่วประเทศไว้ในที่เดียว ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะใช้โครงข่ายพี่ไปรฯ ในการส่งสินค้าเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บริษัทไทยจะปรับตัวไปแค่ไหน แต่หากตลาดใหญ่ยังคงถูกผู้เล่นจากต่างชาติกินส่วนแบ่งก้อนใหญ่อยู่ ในไม่ช้าขนส่งในไทยก็จะอยู่ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญเลยคือ รัฐบาลจะต้องออกมาตรการเข้ามาเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน

ลองคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าบริษัทขนส่งในประเทศเรา ออกไปแข่งกับธุรกิจขนส่งในต่างประเทศบ้าง ทางประเทศเหล่านั้นเขาก็ต้องมีวิธีการที่จะกีดกันไม่ให้เราโตเช่นกัน เพราะเขาก็ต้องปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานของไทยจะค่อยๆ โดนกลืนไปเรื่อยๆ

เพราะต้องอย่าลืมว่า ไปรษณีย์ไทย ถึงแม้การประกาศผลประกอบการล่าสุดจะออกมาเป็นกำไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไปรษณีย์ไทยจะเป็นบริษัทที่เน้นทำกำไรจากประชาชน แต่เป็นการทำกำไรเพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาลต้องเอาเงินภาษีมาอุด

และสุดท้ายกำไรทุกบาททุกสตางค์ก็กลับมาสู่ประชาชน เพราะจะเห็นว่าเวลามีการให้ช่วยส่งความช่วยเหลือด่วน ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือล่าสุดคือส่งของไปช่วยที่ชายแดน รายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ไปรษณีย์ไทยก็ต้องออกเองทั้งหมด

เพราะฉะนั้น ในภาพใหญ่ ภาครัฐจะต้องทำอะไรสักอย่าง เช่นการออกกฎระเบียบการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Competition) ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องมีตัวเลือกผู้ให้บริการขนส่งท้องถิ่นอย่างน้อย 1-2 รายในหน้าชำระเงิน เพื่อให้ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือก

หรือมีมาตรการป้องกันการตั้งราคาค่าขนส่งที่ต่ำกว่าทุนเพื่อป้องกันการทำสงครามราคาค่าส่งสินค้า เพราะการที่ราคาถูกลง ในระยะสั้นในมุมผู้บริโภคอาจจะรู้สึกดี ได้ประโยชน์ แต่ระยะยาวเมื่อโครงสร้างพื้นฐานไทยค่อยๆ ถูกกลืนหายไป คนที่ผูกขาดก็สามารถกำหนดราคาได้ตามใจชอบ

รวมไปถึง วันที่มีธุรกิจขนส่งรูปแบบใหม่ๆ เข้ามา เช่น การใช้โดรนขนส่ง ที่วันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ไทยผู้ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ก็อาจจะถูกต่างชาติเข้ามาผูกขาดอีกเช่นเคย

กรมทางหลวง เผยแผนเปิดมอเตอร์เวย์ 3 สาย เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

Scroll to Top