จากประสบการณ์ตรงหลังจากได้ทดลองใช้หูฟังรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Nothing Ear (Open) สีฟ้า ซึ่งเป็นสีสันใหม่ประจำปีนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น บอกได้เลยว่านี่คือนวัตกรรมหูฟังที่เปิดประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานจริงได้อย่างน่าประทับใจ
ความรู้สึกแรกเมื่อได้เห็น Nothing Ear (Open) คือความโดดเด่นของกล่องเคสชาร์จที่ออกแบบมาในทรงยาว ซึ่งแตกต่างจากหูฟัง True Wireless ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด การออกแบบนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “Design for Movement” เพื่อรองรับทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเดินเร็ว วิ่ง หรือกิจกรรมที่มีแรงเหวี่ยง ตัวหูฟังก็ยังคงคล้องเฟิร์มอยู่กับใบหูได้อย่างแน่นหนา ไม่มีหลุด
ด้านวัสดุและการออกแบบ ตัวโครงสร้างส่วนหัวจะมีความแข็งแรงในระดับที่เหมาะสม ก่อนจะเชื่อมต่อมายังส่วนก้านที่มีความยืดหยุ่นสูง ผลิตจากวัสดุซิลิโคนและยางที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเมื่อแนบสนิทกับผิวหู และยังคงรักษาเอกลักษณ์ความโปร่งใส (Transparent Design) ตามสไตล์ของแบรนด์ Nothing ที่โชว์ให้เห็นชิ้นส่วนเทคโนโลยีภายในอย่างมีศิลปะ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานแยกแยะข้างซ้าย-ขวาได้อย่างง่ายดายด้วยสัญลักษณ์สี โดย “สีแดงคือข้างขวา” และ “สีขาวเงินคือข้างซ้าย”
ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Work & Travel
สำหรับการใช้งานในช่วงวันแรกๆ ผู้ที่ยังไม่ชินกับหูฟังประเภทคล้องหูอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินหรือมีความอึดอัดเล็กน้อยคล้ายกับการใส่หูฟังแบบ In-Ear หรือแบบเหน็บหูทั่วไป แต่หลังจากสวมใส่ไปได้สักระยะหนึ่ง ตัวหูฟังจะให้ความรู้สึกเบาสบายจนแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรคล้องอยู่ที่หูเลย สามารถใส่ติดต่อกันได้ยาวนานตลอดทั้งวัน
อีกทั้งยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 รองรับการป้องกันเหงื่อจากการทำกิจกรรมได้อย่างมั่นใจ
ด้านการพกพา แม้ว่าขนาดของเคสทรงยาวอาจจะรู้สึกเทอะทะไปบ้างหากต้องใส่ในกระเป๋ากางเกงสำหรับวันที่ไม่ได้พกกระเป๋าติดตัว แต่หากเป็นผู้ที่เดินทางพร้อมกับกระเป๋าเป้สะพายหรือกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์เป็นประจำอยู่แล้ว ขนาดของเคสจะไม่เป็นอุปสรรคในการพกพาแต่อย่างใด โดยแบตเตอรี่รวมเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จสามารถสแตนด์บายได้ยาวนานสูงสุดถึง 30 ชั่วโมง (ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากเว็บไซต์ผู้ผลิต)
มิติเสียง
ในแง่ของภาพรวมด้านเสียง Nothing Ear (Open) อาจจะมีข้อจำกัดตามธรรมชาติของหูฟังระบบเปิด ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อเสียงได้อย่างเต็มอรรถรสในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังมากๆ เนื่องจากเสียงรบกวนภายนอกจะเข้ามาบดบัง แต่หากเป็นการสนทนาสายโทรศัพท์ การฟังพอดแคสต์ หรือฟังเพลงเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างการเดินทาง ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม ชัดเจน และปลอดภัยเพราะยังคงได้ยินเสียงรอบข้าง
จุดที่สร้างความประหลาดใจอย่างมากคือ “มิติและการจำลองทิศทางของเสียง” จากการทดสอบรับชมวิดีโอทีเซอร์เกม Resident Evil Code: Veronica พบว่าระบบเสียงสามารถแยกแยะทิศทางได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เคลื่อนจากด้านหลังมาด้านหน้า การไล่ระดับเสียงจากซ้ายไปขวา หรือเสียงจากมุมเฉียงต่างๆ ทำได้อย่างมีมิติและสมจริง
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อปรับแต่งฟังก์ชันผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างละเอียด ประกอบด้วย:
- การเช็กสถานะแบตเตอรี่: แสดงปริมาณแบตเตอรี่แยกซ้าย-ขวาอย่างชัดเจน
- Custom Equalizer: ปรับแต่งย่านเสียง (EQ) ได้ทั้งแบบสำเร็จรูป (Sample) และการปรับแต่งขั้นสูง (Advance) ด้วยตัวเอง
- Smart Control: ระบบควบคุมด้วยการบีบที่ก้านหูฟัง ซึ่งสามารถตั้งค่าได้อย่างอิสระ เช่น บีบ 1 ครั้งเพื่อเล่น/หยุดเพลง, บีบ 2 ครั้งเพื่อข้ามเพลง, บีบ 3 ครั้งเพื่อย้อนกลับ และการบีบค้างเพื่อเพิ่ม/ลดระดับเสียง (กำหนดแยกซ้าย-ขวาได้)
- Voice Assistant: รองรับการเรียกใช้งานระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะอย่าง Gemini ได้ทันทีผ่านการกดสั่งการที่หูฟังข้างขวา
- Dual Connection: รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พร้อมกัน 2 เครื่อง สลับการใช้งานได้อย่างราบรื่น
- Find My Earbud: ระบบส่งสัญญาณเสียงเพื่อค้นหาหูฟังเมื่อลืมทิ้งไว้ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ใต้หมอน หรือใต้ที่นอน
ราคาและการจัดจำหน่าย
Nothing Ear (Open) สีฟ้า วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในราคา 4,499 บาท (บนช่องทาง Official) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่มีการจัดแคมเปญปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกหูฟัง Open Ear ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและความปลอดภัยในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
–รีวิว HONOR 600 Lite สมาร์ทโฟน AI หมื่นต้น กล้อง 108MP ซูม x3 คมชัด แบตเตอรี่อึดข้ามวัน







