ยศชนัน เร่งดัน “Thailand AI Readiness Index” ดัชนีวัดความพร้อมปูทางไทยพึ่งพาตนเอง

ยศชนัน เร่งดัน “Thailand AI Readiness Index” ดัชนีวัดความพร้อมปูทางไทยพึ่งพาตนเอง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะกรรมการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI) เปิดเผยทิศทางขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีดัชนีชี้วัดความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย หรือ “Thailand AI Readiness Index”  หรือ “TARI” (ทาริ) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียนและระดับโลก ดัชนีนี้จะทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางและตัวกระตุ้นให้ประเทศเกิดการตระหนักรู้และเร่งปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวง อว. มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “AI for All” โดยรับบทบาทเป็นแกนหลักในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของปัญญาประดิษฐ์ทั้งระบบ (Infrastructure) การพัฒนาบุคลากร และการสร้างกรณีการใช้งานจริง (Use Case Application) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำ ก่อนจะส่งต่อให้กระทรวงอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามพันธกิจ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) นำไปใช้ในระบบราชการ หรือการนำ AI ไปบูรณาการร่วมกับภาคการเกษตร

เป้าหมายสูงสุดคือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับ 3 ความท้าทายหลักของโลก ประกอบด้วย:

  • Tech War: สงครามวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้โลกเปลี่ยนไป ซึ่ง AI เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทุกสาขาวิชาจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้งานได้
  • Climate Change: สภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่ง อว. กำลังวางแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อให้ประเทศมีระบบข้อมูลพยากรณ์และจัดการทรัพยากรที่มีความละเอียดสูงเป็นของตนเอง
  • Aged Society: การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมสุขภาพและการดูแลสุขภาพแบบจำเพาะเจาะจง (Precision Medicine / Precision Health) ที่ต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมิกส์ (Genomics) ปริมาณมหาศาลด้วยระบบ AI

กระทรวง อว. ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความพร้อมด้านระบบนิเวศนวัตกรรมรอบตัว AI เพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างประเทศในยามฉุกเฉิน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นของตนเอง เช่น คลังจัดเก็บข้อมูลระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง (Freezer) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบคลาวด์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพื่อให้ผู้พัฒนามีความมั่นใจในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล

เพื่อเร่งรัดการพัฒนา ศ.ดร.ยศชนัน เสนอแนวทางการจับมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยนำความต้องการ (Demand) จากภาคเอกชนมาเชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เช่น ความร่วมมือกับสถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง IMEC จากยุโรป ซึ่งมองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและการตั้ง Data Center ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือนี้จะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิปและการออกแบบระบบคลาวด์ ทำให้เอกชนซื้ออุปกรณ์ได้ถูกลง เกิดกิจกรรมวิจัยร่วมกัน และเป็นการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. จะเปิดเวทีหารือร่วมกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรม (Ecosystem) ของ AI ทั้งหมด เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการเปิดรับฟังความเห็น (Feedback) เพื่อนำมาปรับปรุงดัชนี Thailand AI Readiness Index ให้มีความสมบูรณ์ต่อไป

อว. จับมือ AIS – IRIS เปิดตัว “TARI” ดัชนีวัดความพร้อม AI ครั้งแรกของไทย ปักหมุดยกระดับ 20,000 องค์กรสู่เวทีโลก

Scroll to Top