กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมโลกร้อน ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero 2050 ชูแนวคิดเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาปรับใช้ เพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายในตลาดทุนโลก ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหามลพิษและความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังดำเนินงานภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการ NDC 3.0 ที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 (ปี 2030) โดยเปรียบเทียบจากปีฐาน พ.ศ. 2562 (ปี 2019) ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้วถึง 75.81 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่าน 33 มาตรการใน 5 สาขาหลัก ประกอบด้วย ภาคพลังงาน ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการจัดการของเสียและน้ำเสีย ภาคการเกษตร เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทน และภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรม (IPPU) โดยพบว่าภาคพลังงานยังคงเป็นส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน
สำหรับแผนระยะยาวในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ได้มีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้สัดส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาดต้องพุ่งสูงถึง 68% ภายในปี พ.ศ. 2583 (ปี 2040) และจะเริ่มขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดมูลค่าสูงอย่างระบบ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ปลดปล่อยคาร์บอนน้อยมากและสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงพลังงานไฮโดรเจนในช่วงปี พ.ศ. 2588 (ปี 2045) เพื่อนำมาทดแทนและทยอยลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิม ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีกประมาณ 6.7% หรือราว 38.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่าเงินทุนสนับสนุนที่ต้องใช้สูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลไกสำคัญที่จะเข้ามาควบคุมและช่วยให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาในทุกสัปดาห์ คาดว่าจะสามารถประกาศและบังคับใช้ได้ภายในปีหน้า โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีโครงสร้างทั้งหมด 14 หมวด แฝงไปด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ เช่น ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) สำหรับการส่งออกและการซื้อขาย รวมถึงการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อเยียวยาและสนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับตัว โดยย้ำว่ากฎหมายนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนไม่ใช่การเพิ่มภาระให้แก่ภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้ปรับแผนเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี จากกำหนดการเดิมปี พ.ศ. 2603 (ปี 2060) ขยับขึ้นมาเป็นปี พ.ศ. 2593 (ปี 2050) โดยกระทรวงฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนลดก๊าซเรือนกระจกระยะ 10 ปี ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2617 ถึง พ.ศ. 2621 ทั้งนี้ กรมโลกร้อนจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานกลาง ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำให้แก่สาธารณชน มุ่งหวังให้ประเทศไทยบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมโลกร้อน) บรรยายในหัวข้อ “นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 และบทบาทของเทคโนโลยี SMR” ในงานครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.
–SMR ปลดล็อกข้อจำกัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตอบโจทย์ยุค AI และ Data Center







