เมื่อ AI กลืนธุรกิจถึงแกนหลัก: บทบาท CEO ยุคใหม่กับการรื้อโครงสร้าง C-Suite เพื่อความอยู่รอด

เมื่อ AI กลืนธุรกิจถึงแกนหลัก: บทบาท CEO ยุคใหม่กับการรื้อโครงสร้าง C-Suite เพื่อความอยู่รอด

การเข้ามาของ AI กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนนิยามความเป็นผู้นำองค์กรอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อมูลเชิงลึกจากรายงาน “2026 CEO Study: Rewiring the C-suite: The fast track to 2030” โดยสถาบันเพื่อคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBM Institute for Business Value หรือ IBV) ร่วมกับ Oxford Economics ชี้ให้เห็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

โดย 69% ของซีอีโอยอมรับว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบสำคัญที่ถือเป็นแกนหลักทางธุรกิจ (Core Business) ไปเรียบร้อยแล้ว ผู้นำองค์กรจึงไม่อาจนั่งมอง AI เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายไอทีได้อีกต่อไป แต่ต้องลุกขึ้นมาจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารและอำนาจการตัดสินใจใหม่ทั้งหมด

จุดเปลี่ยนสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนคือการปรับทัพผู้บริหารระดับสูง โดยพบว่าในปี 2026 องค์กรธุรกิจมีการแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ (Chief AI Officer หรือ CAIO) สูงถึง 76% ซึ่งเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากเพียง 26% ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างผู้นำสายเทคโนโลยีและผู้นำสายบริหารจัดการคนกำลังหลอมรวมเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านี้ 77% ของซีอีโอระบุว่าบทบาททั้งสองด้านนี้ได้ผสานเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว และอีก 85% ยืนยันว่าผู้บริหารทุกสายงานในปัจจุบันต้องยกระดับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้เท่าทันบริบทงานของตนเอง

รายงานการวิจัยได้สรุป 5 กลยุทธ์สำคัญ (5 Plays) ที่ผู้นำองค์กรยุค AI ต้องลงมือทำเพื่อนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

1. จัดผังโครงสร้าง C-Suite ใหม่เพื่อปลดล็อกความเร็วและความชัดเจน

ซีอีโอที่ปรับเปลี่ยนทีมผู้บริหารระดับสูงด้วยแนวคิด AI-first สามารถขับเคลื่อนและขยายผลโครงการ AI ทั่วทั้งองค์กรได้มากกว่ากลุ่มอื่นถึง 10% หัวใจสำคัญอยู่ที่การระบุเส้นทางการทำงานที่ต้องทรานส์ฟอร์ม พร้อมทั้งกระจายอำนาจให้ผู้บริหารสายปฏิบัติการและผู้นำหน่วยธุรกิจมีสิทธิ์ขาดในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจริง ทั้งยังให้อำนาจจริงแก่ CAIO ในการดูแลภาพรวม

โดยความเร็วในการทำงานขององค์กรยุคนี้จะเกิดขึ้นจากการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ (Productive Friction) ที่ช่วยขัดเกลากลยุทธ์ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ดังที่ Patrice Louvet ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ralph Lauren Corporation สะท้อนว่า AI ต้องถูกฝังลึกเข้าไปในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การตลาด ไปจนถึงหน้าร้าน โดยทำงานเป็นเนื้อเดียวกับระบบธุรกิจหลัก

2. สร้างวงจร AI-Agent เร่งขีดความสามารถในการตัดสินใจ

การขับเคลื่อนธุรกิจในโลกที่มีความผันผวนสูงไม่อาจรอข้อมูลที่สมบูรณ์แบบได้ ซีอีโอกลุ่มที่มองการณ์ไกลสามารถขยายผลโครงการ AI ได้มากกว่าถึง 23% ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและนำผลกำไรที่ได้กลับมาลงทุนต่อยอดนวัตกรรมภายใต้ธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง

ปัจจุบันการตัดสินใจระดับปฏิบัติการราว 25% ดำเนินการโดย AI โดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ และตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวแตะระดับ 48% ภายในปี 2030 บทบาทของมนุษย์จึงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ตัดสินใจในทุกขั้นตอน ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบตรรกะ วางกรอบการควบคุม และเข้ามาแทรกแซงเฉพาะในกรณีที่มีผลกระทบเชิงกลยุทธ์ จริยธรรม หรือความเสี่ยงสำคัญ ซึ่ง Jacek Olczak ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Philip Morris International ย้ำเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ตัวมนุษย์เอง

3. ออกแบบสัดส่วนโมเดล AI ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แม้ผู้บริหารเกือบ 80% คาดหวังว่า AI จะสร้างรายได้มหาศาลภายในปี 2030 แต่มีเพียง 24% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่าจะสร้างรายได้จากทางใด ซีอีโอที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการนำข้อมูลเฉพาะตัว (Proprietary Data) และทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรมาพัฒนาโมเดล AI คาดการณ์ว่า 13% ของรายได้ในปี 2030 จะมาจากผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ยังไม่เคยมีในปัจจุบัน

โดยแนวโน้มกว่าครึ่งหนึ่งของผู้นำองค์กรกำลังมุ่งสู่กลยุทธ์แบบไฮบริดที่ผสานทั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เพื่อการคิดวิเคราะห์เชิงลึก โมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLMs) และโมเดลเฉพาะทางเพื่อความแม่นยำและความเร็ว

นอกจากนี้ 83% ของซีอีโอยังระบุว่าการรักษาอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Sovereignty) คือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจ

4. ประสานมนุษย์และ AI สู่การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ

ในขณะที่หลายองค์กรยังใช้ AI เพียงเพื่อสนับสนุนการทำงานแบบดั้งเดิม แต่ซีอีโอที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานข้ามสายงานให้มนุษย์และ AI ผสานพลังกัน มีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจมากกว่าปกติถึงสองเท่า ในอนาคตบทบาทจะพลิกกลับจากเดิมที่ AI ช่วยเสริมการทำงานของมนุษย์ ไปสู่การที่มนุษย์ทำหน้าที่เสริมศักยภาพให้กับ AI โดยจุดแข็งของมนุษย์จะอยู่ที่การมองเห็นภาพรวมเชื่อมโยงระหว่างแผนก การตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ที่ AI ไม่สามารถถามได้ และการกำกับดูแลบริบท

ซึ่ง Jan Polkerman ผู้บริหารฝ่ายไอทีของหน่วยงานสรรพากรและศุลกากรเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่ายุคอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่เกิดจากผลกระทบที่มีต่อวิธีการทำงาน การตัดสินใจ และการร่วมมือกันของมนุษย์

5. เตรียมพร้อมรับมืออนาคตที่คาดเดาไม่ได้และคลื่นลูกใหม่อย่าง Quantum Computing

การเป็นองค์กร AI-first เป็นเพียงบันไดขั้นแรก เพราะเทคโนโลยีประมวลผลเชิงควอนตัมกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนถัดไป แม้ว่าปัจจุบันจะมีซีอีโอเพียง 46% ที่มีทีมงานเฉพาะกิจเพื่อค้นหาและประเมินมูลค่าทางธุรกิจจาก Quantum Use Cases แต่ในกลุ่มซีอีโอที่เป็นผู้นำด้าน AI กลับพบว่า 82% ได้เริ่มจับมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศควอนตัมแล้ว เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ตั้งอยู่บนความโปร่งใส ความเข้ากันได้ของระบบ และความไว้วางใจ

จากภาพรวมลำดับความสำคัญและความท้าทายในปี 2026 เรื่องผลิตภาพ ความสามารถในการทำกำไร และการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ขณะที่ความเร็วในการดำเนินงานกลายเป็นความท้าทายใหม่ที่ผู้นำทุกคนต้องเผชิญ

บทบาทของซีอีโอในยุคนี้คือการเป็นผู้นำทางความคิดที่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร สร้างระบบการทำงานที่เปิดรับความเปลี่ยนแปลง และหลอมรวมศักยภาพของมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน

ที่มา 1 , 2 , 3

Agentic AI ยุคใหม่: เหตุผลที่องค์กรต้องก้าวข้ามระบบปิด สู่ Open Ecosystem เพื่อสเกลธุรกิจจริง