หลังจาก LINE ประเทศไทย ได้ปรับโฉมบริการ OpenChat ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านแท็บเมนูเฉพาะ ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาหลอกลวงผู้ใช้งานก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมจับตามอง ล่าสุดทีมผู้บริหาร LINE ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงแนวทางและมาตรการเชิงรุกในการรับมือและคัดกรองมิจฉาชีพ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกมิติ
ณธกฤต กาญจนมัณฑนา หัวหน้าหน่วยธุรกิจ LINE OpenChat ชี้แจงว่า แพลตฟอร์มดำเนินมาตรการป้องกันแบบครบวงจร ตั้งแต่การแจ้งเตือนผู้ใช้งาน การฝึกอบรมแอดมินกลุ่มเกี่ยวกับเครื่องมือบริหารจัดการผ่าน Dashboard หลังบ้าน ซึ่งมีฟีเจอร์สำหรับบล็อกคำและกำหนดคีย์เวิร์ดต้องห้าม รวมถึงการสื่อสารผ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพ
ในด้านมาตรการเชิงรุกของระบบ LINE OpenChat ใช้โครงสร้างการดูแลแบบสองขั้นตอน (Two-Tier Screening) ประกอบด้วย ระบบอัตโนมัติของ LINE ที่คอยมอนิเตอร์และตรวจจับการละเมิดกฎชุมชน เช่น การใช้คำหยาบคาย หรือคำต้องห้าม ซึ่งระบบจะดำเนินการระงับการใช้งานตามขั้นตอนทันที ควบคู่ไปกับ ระบบคัดกรองหลังบ้านที่แอดมินสามารถกำหนดค่าเฉพาะกลุ่มเพิ่มเติมได้
เอก ปัญญาสีห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดและฝ่ายพันธมิตรธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการบนแพลตฟอร์มแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่
- ด้านฟีเจอร์: มีเครื่องมือให้แอดมินตั้งค่าคีย์เวิร์ด เพื่อให้ระบบบอตลบข้อความไม่พึงประสงค์ได้ทันทีอัตโนมัติ
- ด้านการสื่อสาร: แจ้งเตือนผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอผ่านระบบ Notification และแบนเนอร์ภายใน OpenChat
- ด้านการใช้วิจารณญาณ: รณรงค์ให้ผู้ใช้งานระมัดระวังตนเองเมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเชิญเข้าห้องกลุ่มที่ไม่รู้จัก การส่งลิงก์แปลกปลอม หรือการชักชวนให้โอนเงิน

สำหรับกรณีที่ห้องแชตมิจฉาชีพมักเปิดและปิดตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ณธกฤต ระบุว่า แม้ OpenChat จะมีรูปแบบการใช้งานที่ไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous) แต่หากผู้ใช้งานหรือแอดมินช่วยกันกดรายงาน (Report) ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบกลางเพื่อให้อัลกอริทึมของระบบหลังบ้านในต่างประเทศประเมินซ้ำทันที หากตรวจพบว่าฝ่าฝืนกฎชุมชนอย่างชัดเจน บัญชีดังกล่าวจะถูกระงับการใช้งาน ซึ่งบทลงโทษจะเชื่อมโยงไปถึงบัญชี LINE หลักของผู้กระทำผิด ส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานบัญชี LINE หลักได้ด้วยเช่นกัน
ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ LINE ประเทศไทย กล่าวถึงความสามารถในการตรวจจับว่า การรับมือมิจฉาชีพเป็นเสมือนเกมไล่จับที่ฝ่ายผู้ไม่หวังดีมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ LINE ต้องเดินหน้าพัฒนากลไกรับมือเชิงเทคโนโลยีให้ทันท่วงที แม้จะไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขสถิติอย่างเป็นทางการได้ แต่ยืนยันได้ว่าเคสที่ผ่านการตรวจสอบและถูกระงับสิทธิ์การใช้งานนั้น มีความแม่นยำสูงเกือบ 100% ว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง
ส่วนประเด็นการตรวจสอบลิงก์อันตราย เช่น ลิงก์เว็บพนันออนไลน์ ณธกฤต ให้ข้อมูลว่า ระบบไม่สามารถตรวจสอบพรีวิวเนื้อหาของลิงก์ได้ทันที จึงแนะนำให้แอดมินของแต่ละห้องนำ URL หรือคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์เหล่านั้นไปเพิ่มในระบบบล็อกหลังบ้าน เพื่อให้ระบบลบข้อความดังกล่าวทิ้งโดยอัตโนมัติทันทีที่มีการส่งลงในห้องแชต
สำหรับข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล LINE ยืนยันว่า บริษัทไม่สามารถเข้าไปดูข้อความส่วนตัวภายในห้องแชตได้หากไม่ได้เข้าร่วมห้อง ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวและกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบได้เฉพาะเมื่อมีการกดรายงาน (Report) เข้ามาเท่านั้น
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการจัดเก็บข้อมูล LINE ชี้แจงว่า เนื่องจากเป็นระบบแอปพลิเคชันระดับสากล ศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) และเซิร์ฟเวอร์จึงมีการกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ แต่ในมิติด้านการบังคับใช้กฎหมาย ข้อมูลของผู้ใช้งานจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศที่ให้บริการเสมอ ทั้งกฎหมาย PDPA ของไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล







