ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างสถิติผลการดำเนินงานครั้งใหม่ในไตรมาส 3/2569 เดินหน้าทำกำไรต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 7 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทาย โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลัก ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย และการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาขับเคลื่อนการบริหารจัดการคุณค่าลูกค้า ส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรวม 5.5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.16 บาทต่อหุ้น
ในไตรมาสนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 324.1% หรือ 4.2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 1.8% จากไตรมาสก่อนหน้า หากปรับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 7.0 พันล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการขยับขึ้นมาอยู่ที่ 68.4% ทั้งนี้ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้น EBITDA รวมของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 9.0 พันล้านบาท หรือเติบโตกว่า 46%
รายได้จากการให้บริการที่ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 4.16 หมื่นล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงผลักดันสำคัญจากทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ แม้จะมีแรงกดดันบางส่วนจากการชะลอตัวตามฤดูกาลของธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) และเมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบ รายได้จากการให้บริการรวมเติบโต 2.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ
ฐานผู้ใช้งานยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 142,000 เลขหมาย ดันยอดรวมแตะ 48.8 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการบนเครือข่าย 5G สูงถึง 20.5 ล้านเลขหมาย ส่วนบริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 30,000 ราย ทำให้มีผู้ใช้งานรวม 3.3 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 3/2569
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลงานนิวไฮทั้งรายได้จากการให้บริการ EBITDA และกำไรสุทธิ สะท้อนถึงการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วย AI อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะระบบบริหารคุณค่าลูกค้า (Customer Value Management: CVM) ที่ช่วยสร้างข้อเสนอตรงความต้องการ ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ และทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2569 รวมถึงเป้าหมายระยะกลางที่วางไว้
ด้านสถานะทางการเงิน นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน เผยว่า อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.6 เท่า ณ สิ้นไตรมาส ลดลง 0.5 เท่าจากปีก่อน สะท้อนวินัยทางการเงินและโครงสร้างเงินทุนที่รัดกุม ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน ด้วยการอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 83% ของกำไรสุทธิ







