THAILAND C VISION SUMMIT 2025: จุดเปลี่ยนประเทศไทย สู่การสร้างแบรนด์ระดับโลกและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

THAILAND C VISION SUMMIT 2025: จุดเปลี่ยนประเทศไทย สู่การสร้างแบรนด์ระดับโลกและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ “THAILAND C VISION SUMMIT 2025” ภายใต้แนวคิด “THAILAND TRANSFORMATION 2025: จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เพื่อผนึกกำลังจากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมฉายภาพทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน โดยทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ จากผู้รับจ้างผลิตไปสู่เจ้าของแบรนด์” ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอแนะจาก 3 สมาคมหลัก ได้แก่ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ

ชี้ไทยต้องเร่งดึงดูด FDI และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน THAILAND C VISION SUMMIT 2025 ในหัวข้อ “Thailand Transformation for The Next Decade: ทิศทางไทยในการปรับตัวสู่ทศวรรษใหม่” โดยเน้นย้ำว่าโลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแล้ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะวิธีคิด สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้ได้มากกว่า 30-34% ของ GDP หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, น้ำ, ระบบขนส่ง และความไม่คล่องตัวในการเช่าที่ดิน ซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพแรงงาน

พิชัย กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อม กล้าพูด และปฏิบัติให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โครงสร้างเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตไปสู่การมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ภาคเอกชนต้องปรับตัวสู่ดิจิทัล โครงสร้างอุตสาหกรรมหลายอย่างต้องเปลี่ยนเพื่อพลิกโฉมซัพพลายเชนในประเทศ ส่วนภาคเกษตรต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และบริหารจัดการซัพพลายไม่ให้ล้นตลาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาไบโอเทคโนโลยี ซึ่งหลายประเทศสนใจลงทุนในไทยเพราะเรามีทรัพยากรที่เพียงพอ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่มากขึ้น รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทรานส์ฟอร์มประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า”

แนะพลิกไทยเป็นผู้นำโอกาสในอาเซียน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทร ได้กล่าวในหัวข้อ “Transforming Thailand Economy to Become No.1 in Asean: เจาะแนวทางพลิกไทยให้กลายเป็นที่ 1 อาเซียน” โดยระบุว่า หากมองในแง่ของ GDP และรายได้ต่อหัว การที่ไทยจะเป็นที่หนึ่งในอาเซียนคงเป็นเรื่องยาก จึงต้องเลือกแข่งขันในมิติอื่น ๆ เช่น การเป็นผู้นำด้านอาหารปลอดภัย หรือประเทศแห่งโอกาส ซึ่งเป็นการแข่งขันกับตัวเองในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลต้องมีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจในภาวะที่มีแรงกดดัน ไม่ใช่ด้วยนโยบายระยะสั้น แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพื่อเอื้อต่อภาคเอกชน ในขณะที่เอกชนต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ไปสู่สินค้าและบริการที่เพิ่มคุณค่า พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

“ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เครื่องจักรเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยเริ่มชะลอตัว และประโยชน์ที่เราเคยได้รับจากกระแสโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนไป ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการเติบโตช้าลง สิ่งที่เคยได้ผลดีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราอาจจะต้องมาคิดกันใหม่” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย: ชูการสร้างมูลค่าและคุณค่าทางจิตใจ

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการแข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่การสร้างมูลค่า โดยใช้กลยุทธ์เชิงนวัตกรรมที่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การตลาดแบบแมสสู่การตลาดแบบเฉพาะบุคคล, การพัฒนาความยั่งยืนจากแค่ทำตามกฎสู่การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน, การยกระดับซัพพลายเชนโลกสู่มูลค่าระดับภูมิภาค, การแข่งขันจากขนาดสู่ทักษะเฉพาะทาง และการตลาดจากโปรโมชั่นสู่การสร้างคุณค่าทางจิตใจ แนวคิดนี้ชี้ว่าองค์กรไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันที่ราคาถูกอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันที่ความสามารถ ความแตกต่าง หรือแม้แต่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยต้องสร้างความหวัง ความไว้วางใจ สร้างธีมว่าไทยคืออะไร หากใครคิดถึงประเทศไทย ต้องนึกถึงภาพเดียวกัน เราต้องไปทางเดียวกัน” ดร.บุรณิน กล่าว

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย: ผลักดัน “Made in Thailand” สู่แบรนด์ระดับโลก

อดุล ขาวลออ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิรัฐศาสตร์โลก ความปั่นป่วนของซัพพลายเชน และเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัป การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด บางอุตสาหกรรมสามารถพลิกเกมและเดินหน้าต่อได้ ขณะที่บางอุตสาหกรรมต้องดิ้นรนหรือขยับสู่ธุรกิจใหม่ ๆ จุดแข็งของไทยคือชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้า “Made in Thailand” ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อทั่วโลก สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการยกระดับสินค้าที่ผลิตในไทยให้ได้มาตรฐานสากล ไม่ใช่แค่รับจ้างผลิต แต่ต้องมีแบรนด์ของตัวเอง มีคุณค่าที่จับต้องได้ทั้งในประเทศและระดับโลก เราต้องผลักดันให้ ‘Made in Thailand’ กลายเป็นเครื่องหมายความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ดิ้นรนให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ต้องสร้างโอกาสใหม่ที่ยั่งยืน ให้ไทยเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลกในภาคอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่” อดุล เน้นย้ำ

BOI: มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่อาจพึ่งพาแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจากการผลิตเพื่อปริมาณ สู่การสร้างมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นี่คือแก่นของการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ ที่ผ่านมา เราผ่านยุคที่พึ่งพาการเกษตร เปลี่ยนผ่านสู่สิ่งทอ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์จากการลงทุนของญี่ปุ่น วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ EV, Semiconductor, BCG และ Digital Economy ซึ่งไม่ใช่แค่ผลิตแต่ต้องเชื่อมต่อและคิดค้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

นฤตม์ กล่าวถึงปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ที่จะผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจโลก คือ การพัฒนาคนให้มีทักษะเฉพาะทางในเทคโนโลยีใหม่, การสร้างซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกับโลก และการเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ “นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงธรรมดา แต่คือจุดเปลี่ยนของประเทศ เรากำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไปสู่ยุคใหม่ และเราต้องไปด้วยกัน”

ดีเดย์ 11 มิ.ย. นี้! ETDA เชิญ 2,000 แพลตฟอร์มดิจิทัล ทำความเข้าใจบทบาทและแนวปฏิบัติตามกฎหมาย DPS

Scroll to Top