ส่องกลยุทธ์ “Specialized Logistics” จากไปรษณีย์ไทย พลิกเกมอีคอมเมิร์ซ ประเดิมเจาะตลาด ‘ยา-เวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง’ ครบวงจร

ส่องกลยุทธ์ "Specialized Logistics" จากไปรษณีย์ไทย พลิกเกมอีคอมเมิร์ซ ประเดิมเจาะตลาด 'ยา-เวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง' ครบวงจร

ไปรษณีย์ไทย ปรับทัพครั้งสำคัญ เดินหน้ากลยุทธ์ “Specialized Logistics” หรือการขนส่งเฉพาะทาง มุ่งเจาะตลาดที่มีความต้องการพิเศษและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีความผันผวนสูง ประเดิมด้วยการบุกเบิกตลาด “Healthcare Logistics” สำหรับสัตว์เลี้ยงครบวงจร ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการขนส่งยาและเวชภัณฑ์สำหรับคน

ความเสี่ยงตลาดอีคอมเมิร์ซ บทเรียนที่ต้องปรับตัว

ที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่แม้จะมีปริมาณการจัดส่งมหาศาล (High Volume) แต่ก็มีความเสี่ยงสูง (High Risk) เนื่องจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่สามารถย้ายฐานการจัดส่งไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้ตลอดเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ลงทุนขยายศักยภาพและมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เพื่อรองรับปริมาณงาน เมื่อปริมาณงานหายไปอย่างรวดเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นจึงสูงขึ้นและกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงหันมาบริหารพอร์ตของลูกค้าใหม่ โดยมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องให้กับกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เลือกใช้บริการจากความไว้วางใจในแบรนด์ ควบคู่ไปกับการบุกเบิกตลาดใหม่ที่มีความซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ไม่ใช่แค่ส่ง แต่คือความใส่ใจในทุกรายละเอียด

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Specialized Logistics คือการทำความเข้าใจในคุณลักษณะของสินค้าแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง และออกแบบกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบให้เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่การใช้มาตรฐานเดียวกับสินค้าทุกประเภท (One-size-fits-all) อีกต่อไป

ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้ความสำคัญลงลึกในรายละเอียดของสินค้าแต่ละแบบ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ไปจนถึงขั้นตอนการนำจ่าย (Delivery) ตัวอย่างเช่น การส่งผลไม้อย่างลำไย ควรใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นตะกร้า ไม่ใช่กล่องกระดาษทั่วไป หรือการส่งเสื้อผ้าที่สามารถใส่ซองพลาสติกได้ แต่หากเป็นสินค้าที่แตกหักง่าย การแพ็กย่อมแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

นำร่องตลาด ‘Healthcare Logistics for Pet’ ต่อยอดความเชี่ยวชาญ

หนึ่งในตลาดแรกที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญคือ “Healthcare Logistics” โดยขยายขอบเขตจากยาและเวชภัณฑ์สำหรับคน ซึ่งได้มาตรฐาน GDP และ GSDP อยู่แล้ว ไปสู่ตลาดสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

การขนส่งยาสำหรับสัตว์เลี้ยงนั้นมีความซับซ้อนและต้องการกระบวนการพิเศษ เช่น

  • การยืนยันตัวตนผู้รับ (KYC): เพื่อให้มั่นใจว่ายาถูกส่งถึงเจ้าของและสัตว์เลี้ยงที่ถูกต้อง ป้องกันการนำจ่ายผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
  • การควบคุมอุณหภูมิ: ยาบางชนิดต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพื่อคงคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด
  • ความรวดเร็วในการจัดส่ง: สัตว์เลี้ยงที่ป่วยต้องการยาอย่างเร่งด่วน การจัดส่งภายในวันจึงเป็นสิ่งจำเป็น
  • บรรจุภัณฑ์เฉพาะทาง: ต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องสินค้าให้ปลอดภัยตลอดการขนส่ง

โอกาสมหาศาลและข้อได้เปรียบของไปรษณีย์ไทย

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงมีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ไปรษณีย์ไทยเล็งเห็นโอกาสในการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ นั่นคือเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และบุรุษไปรษณีย์ที่มีความคุ้นเคยกับทุกพื้นที่ รู้จักผู้คน สัตว์เลี้ยงในแต่ละบ้าน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หาได้ยาก

ปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลสัตว์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดส่งยาถึงบ้าน ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และกำลังต่อยอดสู่แพลตฟอร์มปรึกษาสัตวแพทย์ทางไกล (Tele-vet) ซึ่งจะทำให้ตลาดนี้ขยายตัวอีกมากในอนาคต โดยมีเป้าหมายไปยังโรงพยาบาลสัตว์กว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ

การเข้าสู่ตลาดนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ใหม่ แต่ยังทำให้ไปรษณีย์ไทยมีฐานข้อมูล (Database) เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต เช่น อาหารสัตว์และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยจินตนาการของเจ้าของที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สัตว์เลี้ยงของตนเอง

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Specialized Logistics จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทิศทางแห่งอนาคตที่ไปรษณีย์ไทยกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนและตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศ

ถอดรหัสกลยุทธ์ “The 1 Day 2025” ปั้นยอดขายทะลุพันล้าน เบื้องหลังคือ AI และ Machine Learning ที่เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

Scroll to Top