สมาคมอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย (FIA) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) ได้จัดงานประชุมเชิงวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “SCIENCE IN ACTION – Reformulating Thailand’s Food Future” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และกำหนดทิศทางการปรับสูตรอาหารในอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน
เมื่อ “วิทยาศาสตร์” คือหัวใจของการปรับสูตรอาหาร
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยกำลังเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารรสหวาน, มัน และเค็มเกินความจำเป็น ดร.เจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. ได้เน้นย้ำว่าการปรับสูตรอาหารเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ซับซ้อนแต่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพไปพร้อมกับความยั่งยืนของระบบอาหาร
นอกจากนี้ พญ.วิสารัตน์ ธีระโกเมน รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ยังได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทย ขณะที่ ศ.ดร.ซามูเอล ก็อดฟรอยด์ จากมหาวิทยาลัยลาวาล ประเทศแคนาดา ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการผสานการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านเข้ากับนโยบายการปรับสูตรอาหาร เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาครัฐและผู้บริโภค
โซเดียมและน้ำตาล: ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
การประชุมได้หยิบยกประเด็นสำคัญอย่างการลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาลในอาหาร ซึ่งถือเป็นความท้าทายหลักในการปรับสูตรอาหารให้เข้ากับตลาดไทย เพราะรสชาติคือหัวใจของความอร่อย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผู้ผลิตต้องพิจารณาการสื่อสารบนบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ เช่น การใช้คำอธิบายที่สร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส แทนการใช้คำว่า “ลดเกลือ” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเลือกซื้อ
ตามคำแนะนำทางโภชนาการ ปริมาณโซเดียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา) ซึ่งการปรับสูตรอาหารให้เป็น “สูตรโซเดียมต่ำ” (โซเดียมน้อยกว่า 140 มิลลิกรัม) หรือ “สูตรปลอดโซเดียม” (โซเดียมน้อยกว่า 5 มิลลิกรัม) จึงจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบทดแทนที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อรักษารสชาติอาหารให้คงความอร่อยไว้ได้
ทัศนคติเชิงบวกของผู้บริโภค: โอกาสสำคัญของอุตสาหกรรม
งานวิจัยของ FIA ที่ศึกษาผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียน เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับสูตรอาหาร โดยกว่า 94% ยอมรับแนวคิดนี้ และที่สำคัญ 82% ระบุว่ายินดีจ่ายเพิ่มหากรสชาติและคุณภาพยังคงเดิม ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าการสร้างการยอมรับของผู้บริโภคคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายโภชนาการที่มีประสิทธิภาพ
ดร.คม กมลพัฒนะ จาก FoSTAT ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืนผ่านความเข้าใจในโครงสร้างอาหารและการใช้วัตถุดิบทางเลือกเพื่อรักษารสชาติ ส่วน นายแมตต์ โควัค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FIA ได้กล่าวปิดท้ายถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนระบบอาหารที่ตอบสนองต่อสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนสำหรับอนาคต
การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือแบบพหุภาคีระหว่างภาครัฐ, นักวิชาการ และภาคอุตสาหกรรม ในการนำเป้าหมายด้านสุขภาพผนวกเข้ากับนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยตอกย้ำแนวคิดที่ว่า “สุขภาพดี เริ่มต้นจากอาหารที่ดีกว่า” อย่างแท้จริง
–อาร์มสตรอง เอเชีย ผนึกกำลังซีบร้า เทคโนโลยีส์ ยกระดับคลังสินค้าสู่ยุคดิจิทัลในไทยและมาเลเซีย







