LG สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการนำ “Wallpaper TV” (LG W6) กลับมาอีกครั้งในดีไซน์ที่บางเฉียบราวกับแท่งดินโซ พร้อมเทคโนโลยีไร้สายเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังโชว์นวัตกรรม Micro RGB ที่ยกระดับสีสันให้เหนือกว่า Mini LED ทั่วไป และ Gallery TV รุ่นใหม่ที่ออกมาท้าชนคู่แข่งในตลาด Lifestyle TV โดยเฉพาะ
LG W6: การกลับมาของความบางระดับตำนานและระบบไร้สาย
ไฮไลต์เด่นที่สุดคือ LG Wallpaper TV รุ่น W6 ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ความละเอียดสูงในดีไซน์ที่บางจนดูเหมือนอุปกรณ์จากโลกอนาคต จุดเด่นอยู่ที่การเชื่อมต่อไร้สายผ่านกล่อง One Connect ที่วางห่างจากตัวเครื่องได้ไกลถึง 10 เมตร ทำให้การจัดการสายไฟเหลือเพียงเส้นเดียว ช่วยให้การติดตั้งบนผนังดูสะอาดตาและสมบูรณ์แบบ
ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Alpha 9 Gen 3 และ NPU รุ่นใหม่ที่ช่วยอัปสเกลภาพให้คมชัด พร้อมเทคโนโลยี Hyper Radiant Color และ Brightness Booster Ultra ที่ให้ความสว่างมากกว่า OLED ทั่วไปถึง 3.9 倍 นอกจากนี้หน้าจอยังใช้วัสดุป้องกันแสงสะท้อน (Reflection-free) เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุด
Micro RGB: นิยามใหม่ของสีสันที่สมจริงกว่าเดิม
LG เปิดตัวเทคโนโลยี Micro RGB ซึ่งเป็นการอัปเกรดจาก Mini LED โดยเน้นการขยายขอบเขตสี (Color Range) ให้กว้างขึ้นอย่างมหาศาล จากการสาธิตบนจอขนาด 100 นิ้ว พบว่าให้สีสันที่อิ่มตัวและรายละเอียดภาพที่สมจริงจนน่าตกใจ แม้ OLED จะยังครองแชมป์เรื่อง Contrast แต่ Micro RGB คือตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการจอภาพขนาดใหญ่พร้อมความสว่างและสีสันที่ทรงพลัง
Gallery TV: เมื่อทีวีกลายเป็นงานศิลปะในบ้าน
สำหรับสายแต่งบ้าน LG ส่ง Gallery TV รุ่นปี 2026 ลงสนามเพื่อชิงส่วนแบ่งจาก Samsung The Frame โดยเน้นการออกแบบร่วมกับภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ เพื่อให้โหมด “Gallery Mode” สามารถปรับแสงและสีให้ใกล้เคียงกับงานศิลปะต้นฉบับมากที่สุด
- ดีไซน์: มาพร้อมขอบจอแบบแม่เหล็กที่เปลี่ยนได้ตามสไตล์ห้อง
- หน้าจอ: ใช้แผง Mini LED เพื่อป้องกันปัญหาจอเบิร์น (Burn-in) เมื่อต้องเปิดภาพค้างไว้นานๆ
- ฟีเจอร์: รองรับการปรับแต่งภาพงานศิลปะผ่าน AI และบริการ Gallery+
การรุกตลาดในปี 2026 ของ LG แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนในการผสมผสานระหว่าง “ดีไซน์ระดับพรีเมียม” และ “เทคโนโลยีภาพขั้นสูง” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่ม Home Theater ไปจนถึงกลุ่มคนรักการแต่งบ้าน




