ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตนกำลังเข้าร่วมประชุมในห้องปฏิบัติการฉุกเฉิน (Situation Room) เพื่อทำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาด (Final Determination) เกี่ยวกับข้อตกลงยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือน โดยทรัมป์ได้ยื่นคำขาดและเงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านจำเป็นต้องปฏิบัติตาม หากต้องการให้สหรัฐฯ อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว
เงื่อนไขหลักที่ผู้นำสหรัฐฯ ยื่นคำขาดประกอบด้วย อิหร่านต้องตกลงที่จะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด และช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิดให้สัญจรได้อย่างเสรีโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะร่วมมือกับอิหร่านและสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในการขุดค้นและทำลายสารเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินจากการโจมตีเมื่อ 11 เดือนก่อน โดยทรัมป์ย้ำว่าจะไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินตราใดๆ จนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป ซึ่งหากเงื่อนไขเหล่านี้บรรลุผล สหรัฐฯ จึงจะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลในอ่าวโอมาน
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขยายเวลาหยุดยิงและยกเลิกข้อจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ข้อตกลงนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากทรัมป์ ขณะที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่าข้อตกลงยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อรัฐบาลทรัมป์หันไปกดดัน ‘โอมาน’ ซึ่งเป็นพันธมิตรรายสำคัญของสหรัฐฯ และได้ชื่อว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง” เนื่องจากมีบทบาทเป็นตัวกลางในการเจรจาภูมิภาคมาโดยตลอด โดยทรัมป์ได้กล่าวเตือนโอมานอย่างรุนแรงหลังมีรายงานว่า โอมานอาจร่วมมือกับอิหร่านในการเข้ามาดูแลหรือควบคุมเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก
ทางด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาสำทับคำขู่ดังกล่าว โดยประกาศว่าสหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อโอมาน หรือตัวแสดงใดๆก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม หากเข้าไปช่วยอิหร่านในการจัดตั้งระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง (Tolling System) ในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันปฏิเสธความพยายามของอิหร่านในการขัดขวางการค้าเสรีในน่านน้ำสากลแห่งนี้







