“ไทยยูเนี่ยน” กางพิมพ์เขียวความยั่งยืน ดัน “กุ้งคาร์บอนต่ำ” ปักธงโมเดล Win-Win สู่ “SeaChange® 2030”

“ไทยยูเนี่ยน” กางพิมพ์เขียวความยั่งยืน ดัน “กุ้งคาร์บอนต่ำ” ปักธงโมเดล Win-Win สู่ "SeaChange® 2030"

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารทะเลระดับโลก ประกาศหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการดำเนินกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® พร้อมกางพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ปี 2030 มุ่งยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่บริษัทได้ริเริ่มกลยุทธ์ SeaChange® ในปี 2016 ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้พัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลก สำหรับก้าวต่อไปจากนี้จนถึงปี 2030 บริษัทได้กำหนดทิศทางที่เข้มข้นและทะเยอทะยานยิ่งขึ้นภายใต้ 11 พันธสัญญาหลัก ซึ่งครอบคลุม 2 มิติใหญ่ คือ เพื่อผู้คน (People) และ เพื่อโลก (Planet) โดยมี 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การปกป้องดูแลแรงงาน, สุขภาพและโภชนาการ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความหลากหลายทางชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน

กางแผน 2 บิ๊กโปรเจกต์

กลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนนับจากนี้จนถึงปี 2030 จะมุ่งเน้นไปที่ 2 พื้นที่หลักที่มีความสำคัญเร่งด่วน:

1. ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)

ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจัดหาวัตถุดิบ โดย 99% ของปลาทูน่าที่บริษัทจัดหามานั้นมาจากแหล่งประมงที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน และเป้าหมายต่อไปคือการขยายมาตรฐานความรับผิดชอบนี้ไปยังสัตว์น้ำสายพันธุ์อื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด

2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

วิกฤตสภาพภูมิอากาศถือเป็น “Code Red” หรือสถานการณ์ขั้นวิกฤตของมนุษยชาติ ซึ่งระบบการผลิตอาหารทั่วโลกเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ไทยยูเนี่ยนจึงตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนที่เข้มงวดที่สุดตามมาตรฐานระดับสากลอย่าง SBTi (Science Based Targets initiative) โดยตั้งเป้า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 42% ภายในโรงงานของตนเอง (Scope 1 และ Scope 2) ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานในโรงงานทั่วโลกเป็นไปตามแผนงาน (Roadmap) ที่วางไว้

ชู “กุ้งคาร์บอนต่ำ” โมเดลเปลี่ยนโลก

แม้การจัดการคาร์บอนในโรงงานจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของไทยยูเนี่ยนคือ ประเด็นเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานภายนอกที่บริษัทไม่ได้เป็นผู้ควบคุมโดยตรง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 85% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของบริษัท

ไทยยูเนี่ยนได้แก้โจทย์นี้ด้วยการนำร่องโครงการ “กุ้งคาร์บอนต่ำ” (Low-carbon Shrimp) ในประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรกรรม สู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งจัดการ 2 ปัจจัยหลักที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในอุตสาหกรรมกุ้ง คือ ระบบการทำฟาร์ม และห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์

บริษัทได้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยในการติดตั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ระดับฟาร์ม เช่น การจับมือกับสตาร์ทอัพนำเทคโนโลยี HydroNeo เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต ตลอดจนการส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดอย่างแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) ขณะเดียวกันในภาคอาหารสัตว์ บริษัทได้เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบอาหารกุ้งที่มาจากการจัดหาที่รับผิดชอบ ไม่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงลงทุนในวัตถุดิบนวัตกรรมใหม่อย่าง โปรตีนจากแมลงและสาหร่าย

กลยุทธ์ Win-Win ไม่ทิ้งภาระไว้ที่เกษตรกร

อดัม เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนต่ำจะสำเร็จได้ ต้องสร้างโมเดลแบบ Win-Win ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยจะไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย แต่จะสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจให้แก่พวกเขาผ่าน 3 ปัจจัยหลัก:

  • เปิดประตูสู่ตลาดโลก: ปัจจุบันห้างค้าปลีกรายใหญ่ในอเมริกาเหนือและยุโรป มีความต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำอย่างรุนแรง การทำกุ้งคาร์บอนต่ำจึงช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงคู่ค้าระดับนานาชาติได้ง่ายขึ้น
  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน: ต้นทุนที่สูงที่สุดของการทำฟาร์มกุ้งคือค่าไฟฟ้าระบบหมุนเวียนน้ำ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกษตรกรมีกำไรเหลือเพิ่มขึ้น
  • เพิ่มเสถียรภาพในการผลิต: ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่กระแสไฟฟ้าอาจตกหรือดับบ่อย การมีระบบโซลาร์เซลล์เข้ามาเสริมจะช่วยให้ระบบควบคุมในฟาร์มทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันความเสียหายของผลผลิต

จากความสำเร็จของโครงการนำร่องในประเทศไทย ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะขยายผลโมเดลต้นแบบกุ้งคาร์บอนต่ำนี้ไปยังโครงข่ายการผลิตและฐานปฏิบัติการอื่นๆ ของบริษัททั่วโลก

ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ทั้ง 11 พันธสัญญา ไทยยูเนี่ยนได้ทุ่มงบประมาณและเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งครอบคลุมทั้งการให้เงินสนับสนุน (Financial Incentive) แก่ซัพพลายเออร์ที่เข้าร่วมโครงการ การลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีฟาร์ม และการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ป่าชายเลน โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่เรื่องการจัดการภูมิอากาศ, ห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่า และห่วงโซ่อุปทานกุ้ง

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ไทยยูเนี่ยนได้เปิดเผยข้อมูล ความคืบหน้า ตลอดจนโรดแมปของแต่ละพันธสัญญาผ่านเว็บไซต์ seachangesustainability.org ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาตรวจสอบผลการดำเนินงานได้ตลอดเวลา รวมถึงเตรียมเปิดรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ฉบับอัปเดตล่าสุดในเร็วๆ นี้

“สำหรับผม การพูดถึงสิ่งที่เรายังทำไม่สำเร็จและเหตุผลว่าเพราะอะไร มันมีความสำคัญเท่าๆ กับการอธิบายสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้ว เพราะทุกอย่างมันต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลและความจริงใจ” อดัม กล่าวทิ้งท้าย

พลิกโฉมชุดนักเรียน! “เสื้อผ้าเบอร์ 5” นวัตกรรมรักโลก ซักแล้วแทบไม่ต้องรีด ช่วยประหยัดค่าไฟ

Scroll to Top