การ์ทเนอร์ (Gartner) ได้เปิดเผย 3 แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในปี 2568 ชี้ AI จะเป็นหัวใจหลักในการยกระดับบริการประชาชนให้ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังที่สูงขึ้นของสังคม
Dean Lacheca รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ประชาชนย่อมคาดหวังให้ภาครัฐนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อมอบประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย เป็นส่วนตัว และยืดหยุ่น” เขาย้ำว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลในเอเชียแปซิฟิกจำเป็นต้องใช้แนวทางเชิงรุกที่นำโดยเทคโนโลยี (Technology-Led Innovation) บนพื้นฐานที่ปลอดภัยและขยายผลได้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน
สำหรับผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (CIO) ของภาครัฐ ควรพิจารณา 3 เทรนด์สำคัญนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจลงทุนและพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ
เทรนด์ที่ 1: AI Agents ผู้ช่วยอัจฉริยะยกระดับบริการประชาชน
AI Agents คือซอฟต์แวร์ที่ทำงานแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการรับข้อมูล ตัดสินใจ และดำเนินการเพื่อเป้าหมายที่กำหนดไว้ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของภาครัฐ โดยในระยะแรกจะเน้นไปที่การประมวลผลคำขอหรือตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายและนโยบาย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศใน APAC กำลังศึกษาการใช้ AI Agents เพื่อช่วยตีความข้อกฎหมายและสร้างกรอบการกำกับดูแล
นายลาเชกากล่าวเสริมว่า “ในอนาคต การทำงานร่วมกันของ AI Agents หลายตัวจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ความโปร่งใสและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นปัจจัยชี้ขาด ดังนั้น การสร้างธรรมาภิบาลที่ชัดเจน มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อการนำระบบอัตโนมัติมาใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอันดับแรก”
เทรนด์ที่ 2: Digital Innovation Labs และ Data Sandbox สนามทดลองนวัตกรรมภาครัฐ
นวัตกรรมในองค์กรภาครัฐมักเผชิญข้อจำกัดด้านข้อมูลและกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อทลายกำแพงดังกล่าว รัฐบาลหลายแห่งในเอเชียแปซิฟิกจึงหันมาสร้าง “ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมดิจิทัล” และ “Data Sandbox” ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมควบคุมสำหรับทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยยังคงปกป้องข้อมูลสำคัญของภาครัฐไว้ได้ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมของการท่าเรือสิงคโปร์, โครงการ Digital Identity Wallet Sandbox ของไต้หวัน และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับสถาบันการศึกษาในออสเตรเลีย
การ์ทเนอร์แนะนำให้ CIO ภาครัฐสร้างเหตุผลที่หนักแน่นในการลงทุนด้านนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จะได้รับอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางว่าควรเป็นการลงทุนในภาพรวมของรัฐบาล หรือเน้นเฉพาะภารกิจของหน่วยงาน
เทรนด์ที่ 3: AI Governance สร้างเกราะกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์
เมื่อ AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อยกระดับประสบการณ์ของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ภาครัฐจึงเผชิญแรงกดดันในการสร้างกรอบการกำกับดูแล AI (AI Governance Frameworks) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยง ต้นทุน การควบคุม และคุณค่าที่จะได้รับ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 รัฐบาลอย่างน้อย 80% ทั่วโลกจะมีการตรวจสอบและติดตามการใช้งาน AI โดยองค์กรอิสระ
“รัฐบาลจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแล AI ที่ดี เพื่อระบุและลดความเสี่ยง พร้อมรับประกันว่าการทำงานของ AI จะสอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานต่าง ๆ” Dean Lacheca กล่าวทิ้งท้าย “โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศให้ความสำคัญกับ Sovereign AI (AI ที่มีอำนาจอธิปไตยทางข้อมูล) กรอบการกำกับดูแลเหล่านี้จะช่วยให้การนำ AI ไปใช้ในอนาคตมีความโปร่งใส รับผิดชอบ และปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้”
–Fortinet ปักหมุดสิงคโปร์! ตั้งศูนย์ความปลอดภัยคลาวด์แห่งใหม่ เร่งสปีดบริการทั่วอาเซียน







