ท่ามกลางสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง AIS ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและส่งเสริมคุณภาพชีวิตดิจิทัลของคนไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้ภารกิจหลัก “Cyber Wellness for THAIs” ล่าสุด ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES), และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผนึกกำลังเครือข่ายความปลอดภัยครั้งใหญ่ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” พร้อมเปิดตัวโมเดล “3 ประสาน” มุ่งเป้าตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง และเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กรเข้าร่วมเสริมสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้แก่ประชาชน
สถิติอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะยาน สะท้อนภัยคุกคามระดับ “ความมั่นคง”
จากสถิติในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์เฉลี่ยวันละหลายพันราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสะสมแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท รูปแบบกลโกงมีความหลากหลายและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันปลอม การดูดเงินจากบัญชีโดยไม่ทันตั้งตัว หรือการขโมยข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งภัยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประชาชนเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและบูรณาการจากทุกภาคส่วน
สอดคล้องกับรายงาน Global Risks Report 2025 โดย World Economic Forum ที่ระบุว่า “ข้อมูลบิดเบือนและข่าวปลอม” เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลก และ “การจารกรรมและสงครามไซเบอร์” อยู่ในอันดับที่ 5 ในช่วง 2 ปีข้างหน้า และยังคงเป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกต้องเผชิญต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นปัญหาที่นานาประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญและพยายามหาแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง
GCI 2024 ชี้ไทยอันดับ 7 โลกด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ จากการประเมิน ดัชนีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก (Global Cybersecurity Index: GCI) ประจำปี 2024 โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ใน กลุ่ม Tier 1: Role Modelling ด้วยคะแนนสูงถึง 99.22 จาก 100 คะแนนเต็ม และอยู่ใน อันดับที่ 7 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนาและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการป้องกันภัยคุกคาม รวมถึงการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ประชาชน

AIS เปิดโมเดล “3 ประสาน” ยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างรอบด้าน
สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการรับมือกับภัยไซเบอร์ว่า “ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานสู่โลกออนไลน์ AIS ตระหนักดีว่าการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ภารกิจ ‘Cyber Wellness for THAIs’ ของเราจึงมุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์และพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่คนไทยอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือภายใต้ ‘ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์’ ในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญจากทุกภาคส่วน ภายใต้โมเดล ‘3 ประสาน’ เพื่อยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ให้แก่ประชาชนอย่างรอบด้าน”
โมเดล “3 ประสาน” ที่ AIS นำเสนอ ประกอบด้วย 3 กลไกหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ได้แก่:
เรียนรู้ (Educate): เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่ประชาชน
วันนี้การสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์แก่ประชาชนในทุกช่วงวัย เพราะดิจิทัลเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ การเรียนรู้ที่จะใช้งานดิจิทัลอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ซึ่ง AIS เริ่มแคมเปญรณรงค์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์มาตั้งแต่ปี 2562 โดยปรับเปลี่ยนเนื้อหาและรูปแบบให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นเรื่อง Cyberbullying และการโพสต์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง สู่การรับมือกับภัยจากสแกมเมอร์ในปัจจุบัน รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการบรรจุเนื้อหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เยาวชน
ที่ผ่านมาได้ให้ความรู้แก่ประชาชนแล้วกว่า 5 แสนคน ตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปจนถึงผู้สูงอายุ และมีเป้าหมายที่จะขยายผลให้ครอบคลุมถึง 3 ล้านคนในอนาคต
มีการวัดผล Cyber Wellness Index เพื่อประเมินระดับความรู้ความเข้าใจด้านไซเบอร์ของประชาชนในภาพรวม รวมถึงมีแบบสอบถามออนไลน์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความรู้ความเท่าทันต่อกลโกงของมิจฉาชีพได้ด้วยตนเอง

ร่วมแรง (Collaborate): ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ตัดวงจรมิจฉาชีพ
AIS ได้ชวนหน่วยงานทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กรเข้าร่วมเป็นเครือข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อผนึกกำลังในการตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากภัยทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
สมชัย กล่าวว่า มิจฉาชีพในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Sim Box หรือสถานีฐานปลอมขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้สามารถส่ง SMS หลอกลวงไปยังผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการ AIS จึงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบและมาตรการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ เหล่านี้
“การป้องกันภัยไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดช่องทางการทำมาหากินของมิจฉาชีพในทุกรูปแบบ” สมชัย กล่าว
ที่ผ่านมา AIS ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ กสทช. ในการจำกัดการลงทะเบียนซิมการ์ด โดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนซิมมากกว่า 5 เลขหมายต้องติดต่อโดยตรงกับ AIS เพื่อป้องกันการรั่วไหลของซิมไปยังกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่วมมือกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในการเพิ่มการตั้งค่าปิดการใช้งานเครือข่าย 2G เนื่องจากมิจฉาชีพมักใช้ช่องโหว่ของเทคโนโลยีนี้ในการโจมตีและส่ง SMS หลอกลวงจากสถานีฐานปลอม
ด้านมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณโทรศัพท์รั่วไหลไปยังพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้มีการปรับลดความสูงของเสาสัญญาณ และล่าสุดได้นำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์มาใช้ในการควบคุมระยะห่างของเครื่องโทรศัพท์จากเสาสัญญาณให้แม่นยำยิ่งขึ้น
รวมไปถึงการให้บริการ AIS Secure Net ฟรีแก่ผู้ใช้งาน เพื่อช่วยบล็อกเว็บไซต์อันตราย โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกเปิดการใช้งานบริการนี้ได้ และร่วมมือกับ Google ในการให้บริการเครื่องมือควบคุมการใช้งานต่างๆ ของบุตรหลานสำหรับผู้ปกครอง
สำหรับศูนย์รับแจ้งเบาะแสภัยไซเบอร์ 1185 และช่องทางด่วน *1185# โทรออก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพได้โดยง่าย ซึ่ง AIS จะดำเนินการตรวจสอบและแชร์ข้อมูลไปยังตำรวจไซเบอร์และ กสทช. เพื่อสืบสวนต่อไป

เร่งมือ (Motivate): ผลักดันมาตรการเชิงรุก มุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Scam”
สมชัย กล่าวว่า AIS ให้ความสำคัญกับการ “เร่งมือ” ในการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการร่วมมือกันและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แม้จะมีความท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ “Zero Scam” หรือการทำให้การหลอกลวงทางออนไลน์หมดไป
ล่าสุด สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และ สมาคมศูนย์การค้าไทย ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ โดยให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่ผู้เช่าในศูนย์การค้า นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลและธนาคารต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือในการปกป้องลูกค้าและคู่ค้าของตนเอง
“เราเชื่อว่าการทำให้การหลอกลวงทางออนไลน์เป็นศูนย์นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันการหลอกลวงออนไลน์ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกลุ่มมิจฉาชีพ การผนึกกำลังกับหน่วยงานต่างๆ และการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ในที่สุด” สมชัย กล่าวทิ้งท้าย
AIS ย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” อย่างแท้จริง
–แรนซัมแวร์ อาละวาดทั่วโลก หนุนดีมานด์ “Synology ActiveProtect” ป้องกันภัยไซเบอร์ครบวงจร







