แม้หลายฝ่ายจะกังวลถึงการเปิดตัวของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงหรือติดกัน แต่ในมุมของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง เซ็นทรัลพัฒนา กลับมองว่า นี่คือ “จุดแข็ง” ที่จะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้กับพื้นที่
“ศูนย์การค้าคู่” ไม่ได้เป็นการแย่งลูกค้า แต่เป็นการสร้าง “แม่เหล็กดึงดูด” (Magnet) ให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในย่านนั้นมากขึ้น
และการที่จะทำให้เกิดได้นั้น จะต้องพัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ที่มากกว่าแค่พื้นที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น “ศูนย์กลางการใช้ชีวิต” (Center of Life) และ “โซเชียล ฮับ” (Social Hub) ของพื้นที่อย่างแท้จริง
ซึ่งการเปิดตัว “The Central พหลโยธิน” เมกะโปรเจกต์เรือธง (Flagship) ห่างกับ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เพียง 300 เมตร ถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ “ศูนย์การค้าคู่” ในระยะใกล้กัน
และจะเป็น ข้อได้เปรียบ สำคัญในการ ยกระดับพื้นที่ สู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) โดยไม่ได้เป็นการแย่งลูกค้ากันเอง แต่เป็นการสร้าง พลังเสริม (Synergy) ที่ยิ่งใหญ่ให้กับย่านลาดพร้าว
การสร้าง “แม่เหล็ก” ดึงดูดการใช้ชีวิต
การมีโครงการขนาดใหญ่ 2 แห่งใกล้กันทำให้ย่านนั้นมีแรงดึงดูด (Magnet) ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ซึ่งแทบไม่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับพรีเมียมมาก่อน
เพราะฉะนั้นการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์จึงเป็นการ “ทรานส์ฟอร์มย่าน” ให้เป็น “แพลตฟอร์มย่าน” และ “Living Space” ที่ครบวงจร
สำหรับ The Central พหลโยธิน และ เซ็นทรัล ลาดพร้าว จะถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น “ศูนย์กลางการใช้ชีวิต” (Center of Life) และ “โซเชียล ฮับ” (Social Hub) ที่รวมทุกการใช้งาน เพื่อให้ผู้คนมาใช้เวลาในการพักผ่อน สังสรรค์ และทำกิจกรรมที่หลากหลาย
และการเกิดของศูนย์การค้าระดับนี้ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ ทั้ง BTS และ MRT ที่เชื่อมโยงกัน ทำให้พื้นที่ย่านนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้คน ย้ายถิ่นฐาน เข้ามาอยู่อาศัยในย่านนั้นมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสะดวกสบายและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ตอบโจทย์ “Demand” แบรนด์ระดับโลก
อีกหนึ่งจุดเด่นของการผนึกกำลังของพื้นที่ขนาดใหญ่ คือทำให้เกิด Market Magnet ที่สามารถดึงดูดแบรนด์ชั้นนำเข้ามาเปิดร้าน Flagship ซึ่งเป็นสิ่งที่ศูนย์การค้าเดิมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอ
เมื่อทั้ง 2 โครงการรวมพื้นที่กัน จะมีขนาดเทียบเท่า เซ็นทรัลเวิลด์ ทำให้สามารถรองรับ Flagship Store ของแบรนด์ระดับโลกที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าที่เคยมีในใจกลางเมืองถึง 2 เท่า เพื่อการจัดแสดงสินค้า และนำเสนอคอนเซ็ปต์ร้านค้ารูปแบบใหม่ได้
นอกจากนี้ ลูกค้าในพื้นที่นี้เป็นกลุ่ม Wealth Segment ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของศูนย์การค้าอื่นในกรุงเทพฯ ถึง 2.3 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์มั่นใจและต้องการเข้ามาเปิดร้านในย่านนี้
ข้อได้เปรียบ: สร้างประสบการณ์ “เดิน 2 ศูนย์ได้” อย่างไร้รอยต่อ
กลยุทธ์ศูนย์การค้าคู่ไม่ได้ทำให้เกิดการแข่งขัน แต่สร้าง Synergy ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและย่านในภาพรวม โดยเชื่อว่า “คนเราไม่ได้ซื้อของอย่างเดียว” แต่ต้องการทางเลือกและประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกัน
เพราะฉะนั้นการออกแบบให้เกิดการเชื่อมต่ออย่าง “ไร้รอยต่อ” ทั้งการเชื่อมต่อระหว่างอาคารและระบบขนส่งมวลชน ทำให้ลูกค้าสามารถ “เดิน 2 ศูนย์ได้” จะเป็นตัวช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายและการพักผ่อนที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ การมีพื้นที่ขนาดใหญ่ยังช่วยให้สามารถรองรับ Subculture Activity ที่หลากหลาย ตอบโจทย์เทรนด์โลกในยุคปัจจุบัน เช่น Urban Sport Community, Family Entertainment และ Immersive Art Destination ซึ่งเป็นการสร้าง Recreation Place ให้กับคนทุกระดับในพื้นที่นั้นอย่างสมบูรณ์แบบ
–“Short Stay” และ “Corporate” ดันธุรกิจโรงแรมพุ่ง แม้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวหลักชะลอตัว







