การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่าเทคโนโลยี Earth Intelligence หรือเทคโนโลยีเก็บข้อมูลอัจฉริยะของโลก กำลังจะกลายเป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่สำหรับผู้ให้บริการเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสสร้างรายได้โดยตรงสะสมสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2568 ถึง 2573 และจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก
รายงานล่าสุดจากการ์ทเนอร์ระบุว่า การเติบโตของเทคโนโลยี Earth Intelligence มีแนวโน้มที่ชัดเจน โดยคาดการณ์ว่ารายได้ต่อปีจะเพิ่มขึ้นจากเกือบ 3,800 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เป็นเกินกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากภาคส่วนภาครัฐและทหาร ไปสู่ภาคเอกชนอย่างรวดเร็ว
Earth Intelligence คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ?
การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความของ Earth Intelligence ว่าคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับข้อมูลการสำรวจโลก เพื่อนำเสนอโซลูชันที่เฉพาะเจาะจงสำหรับภาคอุตสาหกรรมและฟังก์ชันทางธุรกิจ โดยครอบคลุมตั้งแต่การรวบรวม การนำเสนอ การแปลงข้อมูลให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไปจนถึงการนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้กับโมเดล เครื่องมือ และแอปพลิเคชัน AI ที่ถูกออกแบบมาสำหรับแต่ละโดเมนโดยเฉพาะ
Bill Ray รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “อนาคตของ Earth Intelligence จะเป็นของผู้ขายที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เข้าใจข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลที่ถูกรวบรวมไว้ได้อย่างรวดเร็ว”
ปัจจุบัน ข้อมูลดิบที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี Earth Intelligence ส่วนใหญ่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดยหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 องค์กรภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญและมีการใช้จ่ายเพื่อเทคโนโลยี Earth Intelligence มากกว่าภาครัฐและหน่วยงานทหารรวมกัน โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของ Earth Intelligence ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากน้อยกว่า 15% ในปี 2567
โอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายและการประยุกต์ใช้
การตระหนักถึงคุณค่าของข้อมูล Earth Intelligence กำลังแพร่หลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการกำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งต้นไม้ที่ล้มขวางทางรถไฟในช่วงพายุ ตรวจสอบอุณหภูมิของโรงหลอมโลหะเพื่อประเมินการผลิตทั่วโลก นับจำนวนยานพาหนะเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจราจรและเทรนด์ผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งติดตามสินค้าขนส่งทางทะเลเพื่อประเมินกิจกรรมการขนส่งต่าง ๆ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ที่ไม่เคยมีมาก่อนกำลังสร้างมูลค่ามหาศาล และนำไปสู่การค้นพบยูสเคสการใช้งานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
“เมื่อผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการเอกชนเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Earth Intelligence พวกเขาจะมีโอกาสในการขายข้อมูล โมเดล และแอปพลิเคชันให้กับบริษัทที่ขาดแคลนทรัพยากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่ง Earth Intelligence จะนำไปสู่ตลาดและข้อเสนอใหม่ๆ ทั้งในด้านข้อมูล โมเดล เครื่องมือและแอปพลิเคชันแบบสแตนด์อะโลน รวมถึงความสามารถในการฝังเทคโนโลยีนี้ในแอปพลิเคชันที่มีอยู่เดิม ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ให้บริการเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์” Bill Ray กล่าวเสริม
เทคโนโลยี VLEO และบทบาทของ AI
การพัฒนาของเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำมาก (Very Low Earth Orbit หรือ VLEO) ซึ่งมีต้นทุนการสร้างและการปล่อยที่ถูกลง กำลังเปิดมิติใหม่ในการสำรวจโลก ดาวเทียม VLEO สามารถให้ความละเอียดต่ำถึง 10 เซนติเมตร ซึ่งละเอียดมากพอที่จะส่องเห็นวัตถุขนาดเล็ก รวมถึงเทคนิคเรดาร์และไฮเปอร์สเปกตรัมที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยมองเห็นได้มาก่อน และอาจใช้เวลากลับมาสำรวจเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น
การรวบรวมข้อมูลดาวเทียมเข้ากับข้อมูลการสำรวจภาคพื้นดินจากเซนเซอร์และโดรน จะยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับเทคโนโลยี Earth Intelligence อย่างมหาศาล และนี่คือจุดที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยไม่เหมือนเทคโนโลยีในโดเมนอื่น ๆ ที่มีข้อมูลมากมายอยู่แล้ว แต่ข้อมูลเหล่านั้นต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เพื่อป้อนให้กับโมเดล AI ที่มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรมและฟังก์ชันทางธุรกิจ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในอนาคต
–เสริมแกร่งอนาคตดิจิทัลไทย: AI และ Cloud หัวใจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ



