Net Zero 2050: ปตท. กับเดิมพันอนาคตผ่านเทคโนโลยีลดคาร์บอน (CCS, SMR, Hydrogen) และความท้าทายต้นทุน

Net Zero 2050: ปตท. กับเดิมพันอนาคตผ่านเทคโนโลยีลดคาร์บอน

หากถามว่าธุรกิจประเภทใดที่ขวัญผวากับการปล่อยคาร์บอนมากหรือน้อย ก็ต้องนับธุรกิจพลังงานมาเป็นอันดับหนึ่ง และธุรกิจพลังงานอันดับหนึ่งของไทยก็คงหนีไม่พ้น ปตท. ธุรกิจในเครือที่มีอยู่มากมาย พูดถึงตัวเลขยอดขาย หรือกำไร อย่างต่ำก็หลายพันล้านเรื่อยไปจนหลายหมื่นล้านบาท ปตท.จึงเป็นบริษัทใหญ่ในเมืองไทยที่ประกาศสโลแกน “ปตท.แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือก็คือพร้อมจะลดคาร์บอนจากทุกกระบวนการของธุรกิจอย่างจริงจัง

“การปล่อยให้ธุรกิจเป็นไปอย่างเดิมจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นทุกวัน และการปล่อยคาร์บอนกราฟค่าใช้จ่ายของ ปตท.จะสูงขึ้นด้วยเกิดจากปัจจัยมากมาย” ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานแถลงผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 ต่อหน้าสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่ที่มาร่วมงาน

พิจารณาจากรูปที่นำเสนอ เส้นสีขาวคือแนวโน้มต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เส้นล่างคือการคำนวณจากต้นทุนต่ำสุดที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละปีต่อจากนี้ และเส้นบนก็คือตัวเลขสูงที่สุด นั่นคือสีขาวทั้งหมดคือช่วงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันสูงขึ้นทุกปี ดังนั้นการไม่ทำอะไรเลย จะทำให้ ปตท. เกิดต้นทุนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อจากนี้ไป

นี่อาจไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงตัวเลขที่คาดการณ์ แต่ก็มีธุรกิจในไทยไม่มากนัก ที่สามารถทำตัวเลขคาดการณ์ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้

เมื่อเห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้ว โจทย์ต่อไปของ ปตท. ก็คือ ถ้าจะลดคาร์บอน จะเอาเทคโนโลยีอะไรมาใช้ดี และเทคโนโลยีแต่ละตัวต่างมีต้นทุนของมัน เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดคำนวณและลากเส้นตัดกับต้นทุนค่าคาร์บอน ก็จะแสดงได้ว่า ในแต่ละปีควรใช้เทคโนโลยีอะไรที่คุ้มทุนมากที่สุด

จากในกราฟจะเห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์ (สีแดง) คือ เทคโนโลยีแรกที่ควรทำ เพราะต้นทุนต่ำมาก แต่เมื่อพล็อตกราฟออกมา ก็พบว่ายังไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาได้ แม้การทำฟาร์มแสงอาทิตย์ในเมืองไทยขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถดำเนินการต่อจากนี้ได้แล้ว ปตท.ต้องไปสร้างฟาร์มแสงอาทิตย์ถึงอินเดีย และประเทศอื่นๆ ที่มีพื้นที่เพียงพอ

เมื่อนำค่า Solar PV+NBS ทำให้ต้นทุนกับค่าเทคโนโลยีลดคาร์บอนจะสมดุลในปี 2030 แต่จากการศึกษาของ ปตท. เองก็พบว่ายังมีเทคโนโลยีขั้นสูงเกิดขึ้นในตอนนี้แต่ทั้งหมดเมื่อนำมาคำนวณแล้ว ถ้าทำในปัจจุบันมีอันต้องขาดทุนป่นปี้

เทคโนโลยีตัวใหม่ที่ ปตท. กำลังให้ความสนใจก็คือ CCS

CCS คืออะไร?  CCS เป็นกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ตอนนี้เทคโนโลยีนี้ก้าวหน้าไปถึงขั้น เปลี่ยนคาร์บอนให้อยู่ในรูปของเหลวได้แล้ว โดยทำในขั้นตอนของโรงแยกก๊าซ ยิ่งตอนนี้ปตท. สามารถเพิ่มกำลังผลิต LNG หรือก๊าซธรรมชาติมากขึ้น จนตอนนี้สามารถขยับขึ้นมาเป็น 50% ของแชร์ในประเทศได้

เทคโนโลยีนี้ทำให้การกลบฝังคาร์บอนทำได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อมันเป็นของเหลว มันก็ทำการจัดส่งไปยังที่ฝังกลบได้อย่างเป็นรูปธรรม และสถานที่ฝังกลบที่ดีที่สุดก็คือหลุมขุดเจาะ LNG ที่ขุดมันขึ้นมานั่นเอง ตอนนี้กำลังคำนวณต้นทุนว่าจะฝังในชั้นหินแบบใดที่ดีที่สุด จะเป็นชั้นหินเกลือ หรือชั้นหินแข็ง ต่อจากนั้นก็คือ ต้นทุนในการทำท่อจากหลุมขุดกับโรงแยกก๊าซ หรือว่าจะเป็นระบบเรือบรรทุกขนส่งดี เทคโนโลยีเหล่านี้ต่างประเทศเริ่มทดลองใช้กันแล้ว โดยเฉพาะที่มาเลเซีย ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างใกล้เคียงที่ดีเลยทีเดียว

CCS จะเป็นเทคโนโลยีตัวที่สาม ที่ปตท. ไม่พลาดแน่นอน และเมื่อนำมาใช้แล้ว ก็จะทำให้ต้นทุนสมดุลในปี 2030 หรือก็คืออีก 5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีตัวนี้ ปตท. ไม่เพียงจะใช้ในประเทศ แต่จะพยายามนำไปผูกกับสัญญาการทำ LNG ในต่างประเทศ โดยต้องยืดหยุ่นให้การส่งก๊าซไม่เป็นไปแบบแข็งตัวตามจุดส่งอีกต่อไป นั่นคือ การซื้อก๊าซต้องไม่ระบุจุดส่งที่ไทยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยืดหยุ่นให้ส่งไปยังจุดใดก็ได้หลังการซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ ปตท.สามารถบริหารจัดการต้นทุนนี้ได้ดีขึ้น

เป้าหมายของ ปตท. เพื่อเป็น Net Zero Company ก็คือ ปี 2050 ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังยืนยันช่วงปีดังกล่าวตามแผนเดิม โดยจะไต่เทคโนโลยี จาก SMR หรือ  Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ใช้ความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน(nuclear fission) แทนการเผาไหม้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จึงไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่ง ปตท. คาดหวังไว้ว่าจะเริ่มนำมาใช้ในปี 2040

ต่อจากนั้นจะเป็น CCS ในแบบความบริสุทธิ์ต่ำถึงกลาง หลังจากที่ใช้ CCS ในช่วงความบริสุทธิ์สูงในปี 2035 ไปแล้ว เพราะต้นทุนการกำจัดจะสูงต่ำแตกต่างกันมาก ดังนั้น CCS ความบริสุทธิ์ต่ำถึงกลางจะเริ่มนำมาใช้จริงได้ในปี 2045

และสุดท้ายเป้าหมาย net Zero ในปี 2050 หนีไม่พ้นเทคโนโลยี Hydrogen ที่จะกลายมาเป็นหมุดหมายทางพลังงานที่ ปตท.ต้องไปให้ถึงภายใน 25 ปีนี้ ซึ่งเราจะได้เห็นการเลือกคู่ค้าในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น แน่นอนว่า ปตท.นั้น เป็นขาใหญ่พลังงานของประเทศ ก็ต้องเลือกขาใหญ่ ในระดับโลกมาทำงานร่วมกัน แนวทางข่าวเรื่องนี้ก็จะออกมาอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้

เป้าหมาย 2050 จึงไม่ใช่เป้าหมายลอยๆ อีกต่อไป ทุกแผนถูกร่างโดย war room ที่ผู้บริหารเร่งรัดลงรายละเอียด และติดตามการทำงานแบบจริงจัง ด้วยแนวคิดว่า ถ้าไม่ทำ หรือทำไม่ทัน ต้นทุนของปตท.จะพุ่งสูงขึ้นแบบที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นตัวเร่งรัดได้อย่างดี  

Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกูล

ปตท. โชว์ผลงานไตรมาสแรกแกร่ง กำไร 2.3 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้ง “วอร์รูม” ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ปตท. จับมือ GPSC ลุยศึกษา “แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ” ป้อนโรงไฟฟ้า ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

Scroll to Top