สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดย นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมฯ ประกาศทิศทางการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2026–2028 ภายใต้แนวคิด “EVAT 2026–2028: Driving Forward a Sustainable and Competitive EV Ecosystem” มุ่งยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน สอดรับกับนโยบายรัฐในการลดมลพิษภาคขนส่ง
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยจะดำเนินงานผ่านบทบาทของอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 6 ฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในทุกมิติ ดังนี้
1. ยกระดับฐานการผลิตสู่มาตรฐานสากล รุกโมเดล “ทูตอุตสาหกรรม”
การเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่งต้องมุ่งเน้นที่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสากล โดยสมาคมฯ มีแนวทางขับเคลื่อนฝั่งซัพพลายและอุปสงค์ ดังนี้
- ผลักดันศูนย์ทดสอบในประเทศ: สนับสนุนให้ผู้ผลิตใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก และลดต้นทุนการผลิต
- เชื่อมโยงฝั่ง Demand Side: สวมบทบาท “ทูตอุตสาหกรรม” ต่อยอดความสำเร็จจากเครือข่าย 10 สมาคมพันธมิตรฝั่งผู้ผลิต (Supply Side) สู่การเชื่อมโยงฝั่งอุปสงค์และตลาด
- ผนึกภาครัฐดันรถยนต์ราชการ EV: ร่วมมือใกล้ชิดกับสำนักงบประมาณ BOI และบอร์ดอีวี เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านรถยนต์หน่วยงานราชการสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
- ขยายสู่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อพัฒนามาตรฐานตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และความปลอดภัยให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักที่มีศักยภาพสูงในการผลิต
2. ปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ดันชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ถือเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่มีอยู่เดิมกว่า 2,000 ราย โดยสมาคมฯ มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนรวมถึงวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Local Content) พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ชู National EV Roaming Hub และ Battery Passport
มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานเพื่อรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว ผ่าน 4 แนวทางหลัก:
- มาตรฐานและความปลอดภัย: จัดทำมาตรฐานการติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมาตรฐานกลางสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
- โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ: สนับสนุนกระบวนการ fast-track สำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของสถานีชาร์จสาธารณะ
- National EV Roaming Hub: พัฒนาระบบดิจิทัลและข้อมูลกลางเพื่อให้ผู้ใช้ EV เข้าถึงบริการชาร์จได้สะดวกผ่านแอปพลิเคชันเดียวภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
- Battery Passport: เตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานข้อมูลแบตเตอรี่และการจัดการตลอดวงจรชีวิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
- นโยบายราคาที่ชัดเจน: ผลักดันความชัดเจนของอัตราค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน
4. รุกฐานข้อมูลอาเซียน “ASEAN EV Registration Intelligence”
สมาคมฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ ASEAN EV Registration Intelligence เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของประเทศสมาชิกอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นยอดจดทะเบียน ส่วนแบ่งตลาด แบรนด์ และรุ่นที่ได้รับความนิยม เพื่อขับเคลื่อน EVAT จากศูนย์กลางข้อมูลของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลและองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน พร้อมเดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์สื่อสาร ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย ส่งเสริมการใช้งานอย่างปลอดภัย พัฒนาศูนย์ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน
5. ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนโยบายเชิงวิชาการ
ฝ่ายวิชาการจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน การพัฒนากำลังคนหรือบุคลากรคุณภาพ การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
6. กลไกหลังบ้านประสิทธิภาพสูง เชื่อมโยงยุทธศาสตร์
ฝ่ายเลขาธิการมุ่งเน้นเป็นกลไกสนับสนุนหลังบ้านในการประสานงาน (Co-Ordinator) และเชื่อมโยง (Integrator) การทำงานของทุกฝ่าย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สมาคมฯ ทั้งในด้าน KPI, Roadmap, งบประมาณ และแผนปฏิบัติการรายปี เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ ร่วมกับสมาชิกและองค์กรพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ในวาระนี้ EVAT ย้ำชัดว่าเป็นภารกิจร่วมของทั้งระบบอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การลดมลพิษจากภาคการขนส่งเกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง







