บ้านปู ไตรมาส 1/68 เดินหน้า Energy Symphonics ผนึกกำลังขยายธุรกิจ CCUS ในสหรัฐฯ พร้อมลุยโซลาร์ฟาร์มจีน-เวียดนาม-ญี่ปุ่น

บ้านปู ไตรมาส 1/68 เดินหน้า Energy Symphonics ผนึกกำลังขยายธุรกิจ CCUS ในสหรัฐฯ พร้อมลุยโซลาร์ฟาร์มจีน-เวียดนาม-ญี่ปุ่น

บ้านปู (BANPU) เผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนธุรกิจตามกลยุทธ์ Energy Symphonics ในไตรมาสแรกของปี 2568 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อขยายธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในสหรัฐอเมริกา เริ่มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในประเทศจีน รุกขยายธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปในเวียดนาม และเพิ่มการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานในประเทศญี่ปุ่น

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวนและความท้าทายจากปัจจัยภายนอกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและความขัดแย้งด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ บ้านปูยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตพลังงานด้วยความยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ (Resilience) โดยมีปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในอุตสาหกรรมพลังงาน การสร้างการเติบโตผ่านแพลตฟอร์มพลังงานที่หลากหลาย การดำเนินธุรกิจในระดับโลก และการบริหารจัดการการลงทุนและการขยายธุรกิจอย่างรอบคอบ

สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในไตรมาสที่ผ่านมา บ้านปูยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ Energy Symphonics อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากความคืบหน้าในทุกกลุ่มธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดและตอบโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่าความไม่แน่นอนของตลาดโลกจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงาน แต่ด้วยการบริหารจัดการธุรกิจด้วยความยืดหยุ่นทั่วทั้งองค์กร ทำให้เราสามารถประเมินสถานการณ์และปรับแผนได้อย่างราบรื่น ประกอบกับการมีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในประเทศสำคัญๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกและสหรัฐอเมริกา ทำให้เรามีความได้เปรียบในการเชื่อมโยงโอกาสจากแต่ละตลาด บริหารความเสี่ยงได้อย่างตรงจุด และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษากระแสเงินสดและสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของ 3 กลุ่มธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน:
    • ธุรกิจเหมือง: สามารถควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาขายและปริมาณขายจะลดลงเนื่องจากความต้องการถ่านหินที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เหมืองในมองโกเลียสามารถผลิตและจำหน่ายถ่านหินส่งออกไปยังประเทศจีนได้เป็นครั้งแรกในไตรมาสนี้ ปริมาณ 0.3 ล้านตัน
    • ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ: มุ่งเน้นการบริหารประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคา เพื่อรักษาความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด BKV dCarbon Ventures ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BKV ได้ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) จากประเทศเดนมาร์ก เพื่อร่วมกันออกแบบ พัฒนา และดำเนินธุรกิจ CCUS ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ CCUS
  • กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน:
    • ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน: โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในประเทศจีนมีรายได้เพิ่มเติมจากการขาย Carbon Emission Allowance (CEA) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้า และยังคงทำกำไรได้ดีจากความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำตามฤดูกาล รวมถึงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
    • ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน: เริ่มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ Jinhu Qianfeng ในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน ซึ่งมีกำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนธันวาคม 2568
  • กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน:
    • ลงนามร่วมพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงาน ‘Kamigumi–Tokyo BESS’ โดย Banpu Japan K.K. ร่วมทุนกับ Kamigumi Co., Ltd. ขนาด 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 2/2571
    • ด้านธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า ได้พัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์การซื้อขายพลังงานด้วยระบบ AI และร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Enspired และ Global Engineering เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว
    • ในประเทศเวียดนาม บ้านปู เน็กซ์ และ SolarBK ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเร่งขยายธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป โดยมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
    • ด้าน e-Mobility ได้เปิดตัวบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ชื่อ “PrimeMobility” เพื่อให้บริการเช่ารถ EV เชิงพาณิชย์แบบครบวงจร โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Marubeni และ Fuyo Lease Group

สำหรับผลการดำเนินงานโดยรวมในไตรมาส 1/2568 บ้านปูมีรายได้จากการขายรวม 1,284 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 43,584 ล้านบาท) และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 268 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,100 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิ 14.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 483 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

บ้านปูยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจ และบริหารจัดการพอร์ตพลังงานที่หลากหลายด้วยความยืดหยุ่น พร้อมทั้งเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

เต็ดตรา แพ้ค เปิดศูนย์นวัตกรรมในไทย ปูทางสู่ “ครัวโลก” ยุคใหม่

Scroll to Top