จากกรณีข้อสงสัยในสังคมเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ที่สร้างความกังวลว่าประชาชนอาจไม่สามารถเพาะปลูกกะเพราได้เอง หรือเกษตรกรอาจถูกผูกขาดต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากภาคเอกชน ล่าสุด นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกะเพราพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย
นายวิเศษ ระบุว่า กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมของไทยที่มีความหลากหลายมากกว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ท้องถิ่น ประชาชน เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และร้านอาหาร ยังคงสามารถปลูก ซื้อขาย และนำไปปรุงอาหารได้ตามปกติ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีผลเฉพาะ 4 สายพันธุ์ที่บริษัทวิจัยและพัฒนาขึ้นร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองเมื่อปี 2567 ได้แก่ “แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04” เท่านั้น พันธุ์พืชดั้งเดิมทั่วไปไม่สามารถนำมาจดทะเบียนเพื่ออ้างสิทธิครอบครองได้ตามกฎหมาย
เป้าหมายของการวิจัยกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ มีขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรมโดยเฉพาะ ไม่ได้ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าสู่ตลาดทั่วไป โดยผลผลิตทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานผ่านโมเดล “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทซีพีแรมกับเครือข่ายเกษตรกรในการถ่ายทอดองค์ความรู้และรับซื้อผลผลิตป้อนโรงงานโดยตรง
ส่วนประเด็นความกังวลเรื่องการฟุ้งกระจายของละอองเกสรไปยังแปลงเกษตรอื่น นายวิเศษ อธิบายว่า การกระจายของเกสรตามธรรมชาติไม่ใช่การนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์จนกลายพันธุ์ เกษตรกรที่นำเมล็ดดังกล่าวไปปลูกต่อก็ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิแต่อย่างใด
“โครงการพัฒนานี้ใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อแก้โจทย์ด้านคุณภาพอาหารและยกระดับผลผลิตเกษตรกร โดยกะเพราสายพันธุ์ใหม่ให้กลิ่นรสที่ชัดเจน ใบมีขนาดเหมาะสมไม่หดตัวมากเมื่อผ่านการปรุง และช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้เฉลี่ยถึง 20 ครั้งต่อรอบแปลง เทียบกับสายพันธุ์เดิมที่เก็บได้ราว 8–9 ครั้ง” นายวิเศษ กล่าว
ทั้งนี้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานับเป็นกลไกสากลที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัย เช่นเดียวกับที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชนดำเนินการในพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น โดยซีพีแรมยังคงเดินหน้าร่วมมือกับ สวทช., วว., มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อต่อยอดงานวิจัยทางการเกษตรของประเทศต่อไป
–HER HYNESS เขย่าตลาดกันแดดผิวกาย ส่งนวัตกรรม PDRN ผ่านมาตรฐาน ISO ครบทุกตัว แบรนด์แรกในไทย







