เทศกาลถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2569 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม โดยในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันที่ 7 ของประเพณี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษด้วยพิธีอิ้วเก้ง หรือขบวนแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เต้าโบ้เก้ง ศาลเจ้าเก่าแก่คู่เมืองภูเก็ต มีม้าทรงทั้งชายและหญิงกว่า 2,000 คน ร่วมแสดงอิทธิฤทธิ์ออกโปรดสัตว์ ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ตั้งโต๊ะบูชารอรับพรตลอดสองข้างทาง

ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” ของภูเก็ต มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่สมัยพระยาถลางย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านเก็ตโฮ่ ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ดีบุกสำคัญในอดีต จุดเริ่มต้นเกิดจากคณะงิ้วปั่วฮี่จากประเทศจีนล้มป่วยด้วยไข้ป่ามาลาเรีย จึงได้ร่วมกันประกอบพิธีกินผักเพื่อบวงสรวงขอขมาต่อเทพเจ้ากิ้วอ๋องไต่เต่ (องค์เก้าราชัน) และยกอ๋องซ่งเต่ จนโรคภัยหายสิ้น

สร้างความศรัทธาให้ชาวบ้านและสืบทอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่อง 9 วัน 9 คืน ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งพิธีแห่พระกลางคืน (แหมสีอิ้วเก้ง) พิธีลุยไฟ (โก้ยโห้ย) พิธีปีนบันไดมีด พิธีสะเดาะเคราะห์ (โก้ยเตี๊ยว) ตลอดจนพิธีรับ-ส่งเก้ง และตลาดอาหารเจพื้นเมืองรอบศาลเจ้า

แม้โครงสร้างเศรษฐกิจภูเก็ตในปี 2568 จะสะท้อนภาวะการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง โดยภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวลง มีรายได้ท่องเที่ยว 545,867 ล้านบาท ลดลง 4.49% จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 14.12 ล้านคน ลดลง 2.68% และการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ลดลง
แต่ภาพรวมด้านการค้าและการลงทุนยังขยายตัวได้ดี โดยเกินดุลการค้า 35,189 ล้านบาท มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น 34.78% ซึ่งกลุ่มโรงแรมและพลังงานสะอาดเติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนว่าภูเก็ตยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและตลาดบริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

ศักยภาพของภูเก็ตในฐานะศูนย์รวมวัฒนธรรมและความหลากหลายของผู้บริโภค ทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทาง ทำให้ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เลือกปักหมุดภูเก็ตเป็น “ตลาดทดสอบ” (Sandbox) เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ “เจ 9 วัน สู่มื้อปกติ 365 วัน” เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเจจากเทศกาลเฉพาะกิจ สู่การเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันตลอดทั้งปี รองรับมูลค่าตลาดรวมที่สูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท โดยมุ่งขยายฐานเจาะกลุ่ม Flexitarian หรือมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ กลุ่มวีแกน และผู้บริโภคทั่วไปที่หันมาใส่ใจสุขภาพ
ณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ได้จำกัดการรับประทานเจเพียงแค่ช่วงเทศกาล 9 วันเท่านั้น แต่เลือกรับประทานตามไลฟ์สไตล์ เช่น วันเกิด หรือวันพระ ส่งผลให้ตลาดอาหารเจและวีแกนมีการเติบโตเฉลี่ย 9-10% ต่อเนื่องหลายปี
อีกทั้งพฤติกรรมการเลือกอาหารยังเปลี่ยนผ่านจากอาหารแปรรูป (Processed Food) ที่เน้นแป้งเลียนแบบเนื้อสัตว์ มาสู่กระแส “Real Food” ที่เน้นวัตถุดิบธรรมชาติจากของสด เช่น เห็ด ผัก เต้าหู้ และธัญพืช รวมถึงการควบคุมโซเดียม น้ำมัน และพลังงาน ภายใต้ 4 แกนหลักคือ รสชาติอร่อย ราคาคุ้มค่า หาซื้อง่าย และรับประทานสะดวก
ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2569 ซีพีแรมวางจำหน่ายสินค้ารวมกว่า 50 รายการ (SKU) และเปิดตัวสินค้าใหม่ 9 รายการ นำโดยแบรนด์ VG for Love สำหรับมื้อหลัก อาทิ ผัดหมี่ซั่วเจ ข้าวกะเพราหมูกรอบเจ สปาเก็ตตี้ขี้เมาหมูกรอบวีแกน จัมโบ้บิ๊กเปาเห็ดหอมผัดพริกสด และข้าวคั่วกลิ้งเจ
ขณะที่กลุ่มเบเกอรี่แบรนด์เลอแปง ส่งขนมปังธัญพืช คัพเค้กกล้วยหอมสูตรเจ ขนมปังรสช็อกโกแลตชิพ และขนมปังลูกเกดสูตรเจ

นอกจากนี้ยังสร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือ (Collaboration) ข้ามแบรนด์เป็นปีแรก ด้วยการจับมือระหว่าง “เจด ดราก้อน x ดีน่า” พัฒนาซาลาเปาเจ 3 รสชาติ ชูจุดเด่นด้านสุขภาพชะลอวัย (Longevity and Healthy Aging) ด้วยการผสมงาดำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และจมูกข้าวญี่ปุ่น
สำหรับช่องทางการจำหน่าย ซีพีแรมกระจายสินค้าครอบคลุมร้านสะดวกซื้อและห้างค้าปลีกชั้นนำกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ อาทิ 7-Eleven, แม็คโคร, โลตัส และช่องทางออนไลน์ผ่าน LINE Official Account: @fudidiworld
โดยโครงสร้างยอดขายแบ่งเป็นกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (RTE) 55% และกลุ่มเบเกอรี่ 45% ซึ่งเฉพาะยอดจำหน่ายผ่านร้าน 7-Eleven ในช่วงเทศกาลปีนี้สูงถึง 185 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในพื้นที่ภูเก็ตช่วงระหว่างเทศกาลทำได้แล้วเกือบ 5 ล้านบาท (ประมาณ 4.8 ล้านบาท) จากกำลังการผลิตอาหารเจเพื่อส่งเข้า 7-Eleven เกือบ 1 ล้านชิ้นต่อวัน
ซีพีแรมยังขับเคลื่อนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรัดกุมภายใต้แนวคิด “ครัวสดใหม่” รับคำสั่งซื้อตอน 04.00 น. และเริ่มกระจายสินค้าตั้งแต่ 08.00 น. เพื่อให้ถึงปลายทางภายใน 06.00 น. ของวันถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบผักสดที่ปรับตัวสูงจากปัญหาน้ำท่วม รวมถึงต้นทุนค่าขนส่ง
นอกจากนี้ ซีพีแรมยังใช้การบริหารเพื่อลดต้นทุนภายในทุกหน่วยงานเพื่อตรึงราคาสินค้า เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค
พร้อมประเมินว่าภาพรวมธุรกิจหลังจบไตรมาส 3 ยังเติบโตได้ตามเป้าหมาย 8-10% และจะรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569







