ในสมรภูมิธุรกิจที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบ ทั้งความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อที่ชะลอตัว Grab ประเทศไทย ภายใต้การนำของ จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ได้กางพิมพ์เขียวฉบับปี 2026 ที่ไม่ใช่แค่การประคองตัว แต่คือการรุกคืบด้วยแนวคิด “Winning with Purpose Together” โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลบนคานน้ำหนักที่เรียกว่า Barbell Strategy เพื่อรักษาฐานผู้ใช้เดิมและขยายขอบเขตสู่บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ
1. เศรษฐกิจดิจิทัลไทย: ขุมทรัพย์แสนล้านที่ Grab ครอบครองส่วนแบ่งเกือบครึ่ง
หากมองในเชิงมหภาค ข้อมูลจากรายงานของ Google, Temasek และ Bain ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 15% ในปี 2025 แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ประเทศไทยเติบโตโดดเด่นที่ 16% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่ม Food Delivery ที่ขยายตัวแรงถึง 22%
ปัจจุบัน ตลาด Food Delivery ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 160,000 ล้านบาท ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาครองจากอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียว โดย Grab Thailand สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ได้อย่างแข็งแกร่งที่ 47% ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
2. Barbell Strategy สมดุลระหว่างความคุ้มค่าและคุณภาพ
Grab เลือกที่จะไม่สู้แค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้กลยุทธ์ยกน้ำหนักสองฝั่งเพื่อจับลูกค้าทุกกลุ่ม:
- ฝั่ง Affordability (ฐานรากของรายได้): การเปิดตัวบริการตระกูล Saver ทั้ง GrabBike และ GrabCar ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาท ช่วยดันความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) เพิ่มขึ้น 19% ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายต่อคน (Spending per User) เพิ่มขึ้น 8% นอกจากนี้บริการ Saver Delivery ยังเติบโตถึง 77% สะท้อนว่าในยุคประหยัด “ความคุ้มค่า” คือกุญแจสำคัญที่สร้างพฤติกรรม Daily Habit จนดันยอดผู้ใช้รายวัน (Daily Transacting Users) พุ่งสูงถึง 37%
- ฝั่ง Premium & Quality (การสร้างกำไรที่ยั่งยืน): Grab ไม่ทิ้งกลุ่ม High-end โดยบริการ Premium Ride (เช่น Alphard, Camry และ EV) เติบโตถึง 90% ขณะที่ในฝั่งอาหาร แบรนด์ Grab Thumbs Up ที่คัดสรรโดย Foodie และ Big Data กว่า 20,000 ร้าน กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและกลุ่ม Expats ให้เติบโตขึ้นกว่า 60%
3. ทลายขีดจำกัดด้วย AI และ Segment ใหม่
ในปี 2026 Grab เตรียมส่งนวัตกรรมที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติ:
- Quick Cash (สินเชื่อรายย่อยเพื่อโอกาส): นี่คือเรือธงใหม่ในกลุ่ม Financial Services ที่เติบโตแล้วกว่า 40% โดย Grab จะเปิดตัวสินเชื่อวงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนนาน 6 เดือน โดยใช้ Credit Scoring จากพฤติกรรมบนแพลตฟอร์ม (เช่น ความถี่ในการไปสนามบิน หรือระยะเวลาที่เป็นสมาชิก) เพื่อมอบเงินกู้ให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงินหลัก
- Group Ride & Smart Saving: ต่อยอดจากความสำเร็จของ Group Order ในธุรกิจอาหาร สู่การเรียกรถร่วมกันที่สามารถ Split Bill หรือหารค่าโดยสารได้แบบอัจฉริยะตามระยะทางจริง ซึ่งช่วยลดจำนวนรถบนถนนและประหยัดค่าใช้จ่ายให้ผู้ใช้ไปพร้อมกัน
- GrabMart Basket Builder: การใช้ AI Visual Recognition เพียงแค่ผู้ใช้ “ถ่ายรูปสินค้า” ที่หมดในตู้เย็น ระบบจะค้นหาและเติมลงตะกร้าให้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาและเพิ่มอัตรา Conversion Rate

4. การเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Impact) และ Soft Power ไทย
ในเชิงสังคม Grab ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ผ่านตัวเลขที่จับต้องได้:
- โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยร้านค้ากว่า 39,000 ร้าน โดยร้านที่เข้าร่วมมียอดขายโตถึง 3 เท่า และมากกว่า 50% ของร้านค้าเหล่านี้ยังมียอดขายเติบโตต่อเนื่องแม้จบโครงการไปแล้ว
- Green Economy: ผลักดันรถ EV ผ่านโครงการ Drive to Own และการสร้างสถานี Fast Charge 20 นาทีเต็ม พร้อมส่วนลดค่าไฟเหลือ 6 บาทต่อหน่วย เพื่อลดต้นทุนให้คนขับและลดมลพิษในเมือง
- Thai Soft Power: การจับมือกับ ททท. นำร้านอาหารในกลุ่ม Grab Thumbs Up (เช่น After You หรือ เอมิลี่ เส้นหมี่ไก่ฉีก) บุกตลาดมาเลเซียผ่านเชนซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เพื่อยกระดับอาหารไทยสู่ครัวโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ทั้งนี้ ทิศทางของ Grab Thailand ในปี 2026 คือการเป็นมากกว่าแอปพลิเคชันเรียกรถหรือส่งอาหาร แต่คือการเป็น Digital Infrastructure ที่เชื่อมโยงผู้คน (People), ผลประกอบการ (Performance) และสิ่งแวดล้อม (Planet) เข้าด้วยกันอย่างเป็นเนื้อเดียว เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้ชนะในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน







