i-Tail (ITC) เผยทิศทางธุรกิจปี 2026 รับเทรนด์ Pet Humanization ทั่วโลกเติบโต พลิกโฉมจากผู้ผลิตอาหารสัตว์สู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอายุขัยที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง (Longevity) พร้อมจับมือพันธมิตรระดับโลกและสถาบันวิจัยชั้นนำ พัฒนาสินค้ากลุ่ม Supplement และ Functional Food ตั้งเป้ายอดขายจากนวัตกรรมใหม่สร้างรายได้หลักให้บริษัท
ภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกลยุทธ์การเติบโตในปี 2026 ว่า บริษัทมุ่งเน้นการใช้ “นวัตกรรม” เป็นเกราะป้องกันทางกลยุทธ์ (Strategic Shield) โดยตั้งเป้าหมายว่ายอดขาย 15% ในปี 2026 จะต้องมาจากสินค้ากลุ่มนวัตกรรมใหม่ ซึ่งสอดรับกับเทรนด์โลกที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงยุค Gen Z และ Millennials กว่า 70% มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet-Centric Household)

3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อน i-Tail สู่ผู้นำนวัตกรรมสัตว์เลี้ยง
- ผสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันอื่นๆ เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เชิงลึก
- มุ่งเน้นการพัฒนาอาหารที่ช่วยยืดอายุขัยและเสริมสร้างสุขภาพ (Healthy Lifestyle) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Premium และ Functional Food ที่ตลาดมีความต้องการสูงขึ้นต่อเนื่อง
- ตอกย้ำจุดแข็งด้านความอร่อยที่พิสูจน์ได้ผ่านศูนย์ i-Cattery ที่ทำการทดสอบจริงกับสัตว์เลี้ยงมาแล้วกว่า 795 เคส เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารมีโภชนาการที่ดีและรสชาติที่สัตว์เลี้ยงชื่นชอบ

รุกตลาดกลุ่ม Longevity และ Supplement เต็มตัว
จากข้อมูลการคาดการณ์ตลาด พบว่าจำนวนประชากรสุนัขและแมวทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 850 ล้านตัวในปี 2030 ขณะที่ตลาดกลุ่ม Nutraceutical สำหรับสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเติบโต (CAGR) อยู่ที่ 7.1%
i-Tail จึงเตรียมรุกตลาดสินค้ากลุ่มนวัตกรรมในปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย:
- กลุ่ม Supplement: เริ่มจำหน่ายสินค้า เช่น Tuna Oil, Tuna Omega และ Chicken Bone Broth
- กลุ่ม Functional Food: อาหารเฉพาะทางที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลทั้ง AAFCO และมาตรฐานยุโรป (FEDIAF)
- กลุ่มสินค้าอนาคต: มุ่งสู่ระดับ Nutraceutical และ Personalized Diet ซึ่งอยู่ระหว่างการทำวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น
“เป้าหมายของเราคือการสร้างโลกที่มีความสุขให้กับสัตว์เลี้ยงผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และการเป็น Partner of Choice สำหรับแบรนด์และรีเทลเลอร์ชั้นนำระดับโลกที่ไว้วางใจในมาตรฐานของ i-Tail” นายภาคย์ กล่าว

เรื่องน่ารู้กับเทรนด์สัตว์เลี้ยง 2026:
อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปี 2026 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรักและความผูกพัน แต่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “Pet Economy” เต็มรูปแบบ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่แบรนด์และผู้ประกอบการต้องจับตามอง ดังนี้:
1. การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
เจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่เปลี่ยนแนวคิดจากการ “รักษาเมื่อป่วย” เป็นการ “ป้องกันก่อนเกิดโรค” ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเสริม (Supplements), วิตามินบำรุงเฉพาะจุด เช่น บำรุงข้อต่อ ระบบย่อยอาหาร และสุขภาพผิวหนัง เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยพบว่ากว่า 76% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีในระยะยาว
2. อาหารเฉพาะบุคคลและการวิเคราะห์ระดับชีวภาพ
เทรนด์การให้อาหารสัตว์เลี้ยงจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมีการใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมและการทดสอบจุลินทรีย์ในลำไส้ (Microbiome Testing) เพื่อออกแบบโภชนาการที่เหมาะสมกับสายพันธุ์ ช่วงวัย และปัญหาสุขภาพของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวโดยเฉพาะ
3. นวัตกรรม Pet Tech และระบบติดตามอัจฉริยะ
อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) จะก้าวข้ามการเป็นแค่ GPS ติดตามตัว ไปสู่ระบบเฝ้าระวังสุขภาพเชิงพยากรณ์ (Predictive Health Monitoring) ที่สามารถตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอน และพฤติกรรมผิดปกติ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านสุขภาพให้เจ้าของทราบทันทีผ่านสมาร์ทโฟน โดยคาดว่าตลาด Pet Tech ทั่วโลกจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026
4. ความยั่งยืนและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบและความโปร่งใสในกระบวนการผลิตมากขึ้น สินค้ากลุ่ม Clean-label, บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ รวมถึงนวัตกรรมอาหารจากโปรตีนทางเลือก (เช่น โปรตีนจากแมลงหรือพืช) จะกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Gen Z และ Millennials
5. ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยสู่หลัก “แสนล้าน”
สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงจะทะลุ 1 แสนล้านบาทในปี 2026 โดยพฤติกรรมเจ้าของชาวไทยกว่า 53% มีการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอาหารเสริมมาใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และมีความตื่นตัวเรื่องกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงและการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด







