เนสท์เล่ เปิดศึกกฎหมายตระกูลมหากิจศิริ ยื่นศาลสั่งเลิก บ.ร่วมทุน QCP พร้อมฟ้องกลับ 600 ล้าน ลุยลงทุนโรงงานใหม่ 3 หมื่นล้าน

เนสท์เล่ เปิดศึกกฎหมายตระกูลมหากิจศิริ ยื่นศาลสั่งเลิก บ.ร่วมทุน QCP พร้อมฟ้องกลับ 600 ล้าน ลุยลงทุนโรงงานใหม่ 3 หมื่นล้าน

เนสท์เล่ (Nestlé) ประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทยเกือบ 30,000 ล้านบาท พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าข้อพิพาททางกฎหมายกับตระกูลมหากิจศิริ ภายหลังสัญญาร่วมทุนผลิตกาแฟเนสกาแฟสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมยื่นศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอมีคำสั่งเลิกกิจการ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี หลังการบริหารงานร่วมกันมาถึงทางตัน

ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสัญญาร่วมทุนในสัดส่วน 50-50 ระหว่างเนสท์เล่กับครอบครัวมหากิจศิริ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2533 ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ชัดเจนในสัญญา โดยก่อนหน้านั้นเนสท์เล่ได้พยายามเจรจาเงื่อนไขข้อตกลงใหม่กับนายประยุทธ มหากิจศิริ หลายปีก่อนสัญญาหมดอายุ แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ต่อมาข้อพิพาทถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ให้เนสท์เล่เป็นฝ่ายชนะ โดยยืนยันว่าการบอกเลิกสัญญามีผลสมบูรณ์และยกข้อโต้แย้งทั้งหมดของนายประยุทธ

แม้ต่อมานายประยุทธ จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสิงคโปร์ตามกรอบกฎหมายอังกฤษที่ระบุไว้ในสัญญา แต่เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่งผลให้การยุติสัญญาร่วมทุนมีผลทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยในเดือนเมษายน 2569 นายประยุทธได้ชำระค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยตามคำชี้ขาดให้แก่เนสท์เล่เป็นจำนวนเงินเกือบ 200 ล้านบาท

หลังสัญญาสิ้นสุด โรงงาน QCP ได้หยุดประกอบกิจการเนื่องจากไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟอีกต่อไป แต่บริษัทยังคงจ่ายเงินเดือนดูแลพนักงานตามปกติ ขณะที่กรรมการผู้จัดการ QCP ได้ลาออกไปเมื่อเดือนมกราคม 2569

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวมหากิจศิริ ได้เดินหน้าฟ้องร้องคดีต่อเนสท์เล่และบริษัทในเครือหลายคดี ทั้งประเด็นการดำเนินธุรกิจและการเรียกค่าเสียหายระดับแสนล้านบาท รวมถึงการขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินฝ่ายเดียวที่สั่งห้ามเนสท์เล่ผลิต นำเข้า และจำหน่ายเนสกาแฟในไทย ซึ่งต่อมาเนสท์เล่ใช้เวลาเพียง 8 วัน ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อขอสิทธิกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ และศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนมาตรการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวในเวลาต่อมา

จากผลกระทบของคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน เนสท์เล่ได้ยื่นฟ้องกลับนายประยุทธ นางสุวิมล และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เพื่อเรียกค่าเสียหายเกือบ 600 ล้านบาท ขณะที่คดีฟ้องร้องอื่นๆ ของฝ่ายมหากิจศิริ ส่วนใหญ่ถูกศาลยกฟ้องหรือขอถอนฟ้องไปเอง

ส่วนคดีที่นายเฉลิมชัยและครอบครัวฟ้องเรียกค่าเสียหายแสนล้านบาทในคดีหมายเลขดำ ทป.92/2568 นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ได้สืบพยานเสร็จสิ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 และนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 รวมถึงคดีข้อพิพาทเรื่องค่าธรรมเนียมการตลาดและการจัดจำหน่ายมูลค่ากว่า 2.19 หมื่นล้านบาท (คดีหมายเลขดำ ทป.98/2568) ซึ่งกำหนดสืบพยานระหว่างเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน 2569

ส่วนประเด็นที่นายประยุทธยื่นคำร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในปี 2568 กล่าวหาว่ามีการละเว้นบันทึกข้อมูลทางการเงินของ QCP นั้น เนสท์เล่ยืนยันว่างบการเงินได้รับการอนุมัติและรับรองความถูกต้องร่วมกันจากกรรมการทั้งสองฝ่ายมาโดยตลอดตามมาตรฐานการบัญชีสากล โดยเนสท์เล่และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เข้าให้ข้อมูลและยื่นขอความเป็นธรรมต่อกองบัญชาการสอบสวนกลางแล้ว ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของตำรวจ

เมื่อการดำเนินงานของ QCP มาถึงจุดที่ไม่สามารถร่วมงานกันได้อีกต่อไป เนสท์เล่จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อขอเลิกกิจการและตั้งผู้ชำระบัญชี เพื่อแบ่งสรรสินทรัพย์คืนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่าย พร้อมกันนี้เนสท์เล่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในไทย ด้วยแผนการลงทุนเพิ่มเติมเกือบ 30,000 ล้านบาทในปี 2569 ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย และขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ต่อยอดจากการลงทุนกว่า 27,800 ล้านบาทในช่วงปี 2561-2568 เพื่อรองรับวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยและรักษาการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

CRC ปักหมุดคุมค้าปลีกเวียดนาม กางแผนปี 2571 ปูพรม GO! ดักกำลังซื้อทั่วประเทศ