บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) “True” ได้สร้าง “หมุดหมายสำคัญ” ด้วยการประกาศจ่าย เงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรก จำนวนรวม 6.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.19 บาทต่อหุ้น ด้วยอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 125% สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและแนวทางการบริหารทางการเงินอย่างมีวินัย
การตัดสินใจจ่ายเงินปันผลครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากการรายงานผลกำไรสุทธิหลังหักภาษี (Net Profit After Tax) ประจำไตรมาส 3/2568 ที่ 1.6 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นการทำกำไรติดต่อกันเป็น ไตรมาสที่สาม โดยกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2568 รวมอยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท
ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 และปัจจัยขับเคลื่อน
EBITDA ในไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 65.3% การเติบโตของ EBITDA นี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการ จัดสรรคลื่นความถี่ และการ ประหยัดต้นทุน จากการดำเนินการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น และการบริหารการเงินอย่างมีวินัย เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน โดยบริษัทยังคงเดินหน้าตามลำดับความสำคัญที่ชัดเจน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพจากสินทรัพย์ดิจิทัลและนวัตกรรม พร้อมมองหาโอกาสการเติบโตในอนาคต เช่น การประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์
มุ่งมั่นสร้างมูลค่าผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) กล่าวเสริมว่า การพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการ ส่งมอบผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษา วินัยทางการเงิน และการเติบโตอย่างมีกำไร โดยนับตั้งแต่การควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ บริษัทฯ ได้บันทึกการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA รวม 7.5 พันล้านบาท ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การบูรณาการ
แม้รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) จะลดลง 0.6% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ในกลุ่มบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ชะลอตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่บริษัทยังคงมุ่งเน้นการสร้าง ฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพ และปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ โดยจำนวนผู้ใช้บริการ 5G ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 15.5 ล้านราย ขณะที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านยังคงเพิ่มขึ้น 2.0% อยู่ที่ 3.8 ล้านราย







