บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เผยผลงานไตรมาสแรกของปี 2568 กวาดยอดขายรวม 29,789 ล้านบาท พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งถึง 18.8% ทำสถิติสูงสุดสำหรับการเติบโตในไตรมาสแรก สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้งบดุลของบริษัทอยู่ในสถานะที่มั่นคง
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายทรานฟอร์เมชั่นตามแผน Strategy 2030) จำนวน 1,317 ล้านบาท เติบโต 8.9% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,019 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 1.0 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ทำให้บริษัทมีความพร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต โดย Strategy 2030 เป็นแผนงานสำคัญที่จะนำพาไทยยูเนี่ยนก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล
“แม้เศรษฐกิจโลกจะยังมีความท้าทาย แต่เรายังคงมุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจหลัก และลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว จนสามารถสร้างผลกำไรที่ดีได้ อีกทั้งยังคงเดินหน้าเปลี่ยนแปลงองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งรากฐานที่เราวางไว้เริ่มเห็นผล และจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรในอนาคต” ธีรพงศ์ กล่าว
เมื่อพิจารณาผลประกอบการตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ยังคงเติบโตได้ดี มียอดขาย 4,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 24.5%
ส่วน ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป มียอดขาย 14,762 ล้านบาท ลดลง 14.0% จากปีก่อน เนื่องจากความต้องการสินค้าในตะวันออกกลางที่สูงผิดปกติในปีก่อน และยอดขาย OEM ในยุโรปที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจนี้ยังคงทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีที่ 19.4%
สำหรับ ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง มียอดขาย 8,441 ล้านบาท ลดลง 12.2% จากปีก่อน จากผลกระทบของราคากุ้งในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทยังคงสามารถปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นมาอยู่ที่ 12.4% จาก 11.8% ในไตรมาสแรกของปีก่อน และสุดท้าย ธุรกิจสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่น ๆ มียอดขาย 2,412 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากปีก่อน
จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ไทยยูเนี่ยนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ อาจมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งบริษัทได้เตรียมพร้อมโดยการสำรองสินค้าในสหรัฐฯ ไว้เพียงพอสำหรับ 4-6 เดือน เพื่อลดผลกระทบในระยะสั้น นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตและแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายทั่วโลก (15 แห่ง ใน 13 ประเทศ) เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภาษีให้ได้มากที่สุด
ในไตรมาสแรก ไทยยูเนี่ยนยังได้รับการคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ A แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ จาก Japan Credit Rating (JCR) สะท้อนศักยภาพการเติบโตและธุรกิจที่หลากหลายทั่วโลก ซึ่งอันดับนี้เทียบเท่ากับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ JCR ให้ไว้ นอกจากนี้ JCR ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินในประเทศของบริษัทไว้ที่ระดับ A แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพเช่นกัน
นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนเงินกู้ด้านความยั่งยืนทางทะเล (Blue Loan) วงเงิน 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำปล่อยเงินกู้ Blue Loan ให้กับบริษัทอาหารทะเลในไทย โดยเงินกู้ดังกล่าวจะนำไปใช้ในการยกระดับการจัดซื้อวัตถุดิบกุ้งที่เพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ของไทยยูเนี่ยน
–TU รับเงินกู้ Blue Loan 5 พันล้านบาทจาก ADB มุ่งเลี้ยงกุ้งยั่งยืน พร้อมรับมือ Climate Change







