อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง โดยมีเทคโนโลยี 5G เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล พร้อมกับการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายด้านภัยคุกคามไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โทรคมนาคม: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก
ภาคส่วนโทรคมนาคมในเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีนแผ่นดินใหญ่) ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นชาติดิจิทัลที่ทันสมัย ครอบคลุม และยั่งยืน ในปี 2567 อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีส่วนสนับสนุน GDP ของภูมิภาคถึง 5.6% คิดเป็นมูลค่า 950,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 6.6% ของ GDP ภายในปี 2573
การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการขยายตัวของ 5G และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอีกด้วย
การเชื่อมต่อผ่านมือถือยังสนับสนุนความพยายามในการนำเทคโนโลยีที่พลิกโฉมอย่าง AI มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับบุคคลและธุรกิจ นอกจากนี้ ภาคส่วนโทรคมนาคมยังสร้างงานโดยตรง 11 ล้านตำแหน่ง และทางอ้อมอีก 5 ล้านตำแหน่งในภูมิภาคนี้ในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ
การลงทุน 5G และกลยุทธ์สร้างรายได้
ระหว่างปี 2562-2567 ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในเอเชียแปซิฟิกได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนใน 5G หลังจากปี 2566 สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านทุนต่อรายได้ (capex-to-revenue ratio) ได้เริ่มทรงตัว เนื่องจากผู้ให้บริการลดการลงทุนหลังจากครอบคลุมพื้นที่ 5G ได้อย่างกว้างขวาง ขณะนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้จาก 5G ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ
ตัวอย่างกลยุทธ์การสร้างรายได้ 5G ได้แก่:
- 5G Bundling: การนำเสนอแพ็กเกจ 5G พร้อมเนื้อหาดิจิทัล บริการคลาวด์ หรืออุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า
- 5G Fixed Wireless Access (FWA): การให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงสำหรับบ้านและธุรกิจ โดยมีผู้ให้บริการ 5G ในภูมิภาคถึง 26 รายที่เสนอบริการนี้
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์: การสร้างโซลูชันเฉพาะทางที่ใช้ 5G เช่น กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ AICAM ของ AIS ที่ผสาน 5G และ AI เพื่อเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้าน
- การกำหนดราคาตามประสบการณ์: การเสนอราคาที่แตกต่างกันตามความต้องการใช้งานเฉพาะของผู้ใช้ เช่น AIS 5G Mode ที่ให้ลูกค้าเข้าถึงการเชื่อมต่อระดับพรีเมียมสำหรับกิจกรรมเฉพาะ
- การปรับขึ้นค่าบริการ: ผู้ให้บริการในบางประเทศ เช่น อินเดีย ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าบริการเพื่อรักษาระดับรายได้ให้ยั่งยืน
การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์และภัยคุกคามไซเบอร์
การเติบโตของ “scam economy” หรือเศรษฐกิจจากการหลอกลวงออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ โดยมีมูลค่าความเสียหายทั่วโลกมากกว่า 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียแปซิฟิกเป็นสัดส่วนสำคัญของความเสียหายนี้ เช่น ประเทศไทยสูญเสียไปประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ ผู้ให้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมกำลังนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้
- GSMA Open Gateway: โครงการที่เปิดใช้งาน API มาตรฐานของเครือข่ายมือถือ เพื่อให้การเข้าถึงโซลูชันต่อต้านการฉ้อโกง ผู้ให้บริการในกัมพูชาและเวียดนามได้ประกาศความร่วมมือภายใต้โครงการนี้
- การใช้ AI และ Machine Learning: ผู้ให้บริการใช้ AI เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วขึ้น เช่น Singtel ที่อัปเกรดแอป ScamShield ให้ใช้ AI ระบุการหลอกลวงข้ามแพลตฟอร์ม และ SK Telecom ที่พัฒนาบริการตรวจจับความผิดปกติที่ขับเคลื่อนด้วย AI Airtel ในอินเดียได้นำเสนอโซลูชันตรวจจับสแปมที่ใช้ AI และการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
- ความร่วมมือข้ามภาคส่วน: อุตสาหกรรมตระหนักถึงความจำเป็นในการประสานงานกันเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคาม โดยมีการแบ่งปันข้อมูลอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ และความพยายามร่วมกันในการสร้างความตระหนัก GSMA ได้จัดตั้ง ACAST (GSMA APAC Cross-sector Anti-scam Taskforce) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
การเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์
เอเชียแปซิฟิกเป็นศูนย์กลางของภัยคุกคามไซเบอร์ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระดับโลก การโจมตีแบบฟิชชิ่ง/สมิชชิ่ง แรนซัมแวร์ และการโจมตีซัพพลายเชน เป็นภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุด การขยายตัวของ 5G และอุปกรณ์ IoT ได้เพิ่มพื้นที่การโจมตีสำหรับผู้ให้บริการ เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามเหล่านี้ ผู้ให้บริการกำลังใช้มาตรการต่างๆ:
- สถาปัตยกรรม Zero-trust (ZTA): การใช้การควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด การแบ่งส่วนเครือข่าย และการตรวจจับความผิดปกติด้วย AI เพื่อเพิ่มความปลอดภัย เช่น Singtel และ Airtel ได้นำ ZTA มาใช้
- เครื่องมือ AI และ Machine Learning: เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม Globe Telecom ได้นำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้เพื่อลดเวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ลงอย่างมาก
- การเสริมสร้างความปลอดภัยของซัพพลายเชน: การตรวจสอบผู้ขายภายนอกและการใช้หลักการ “secure-by-design”
- การฝึกอบรมและสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์: เพื่อลดช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
- ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและอุตสาหกรรม: การทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์และการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม
- กรอบการตอบสนองต่อเหตุการณ์: การกำหนดกระบวนการเพื่อตรวจจับ จัดการ และกู้คืนจากเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์
- การปฏิบัติตามกฎระเบียบ: ผู้ให้บริการกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มงวดขึ้น
- ความร่วมมือระดับภูมิภาค: องค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน เป็นเวทีสำหรับประเทศสมาชิกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามและสร้างขีดความสามารถในการป้องกัน
บทบาทของเทคโนโลยีมือถือในการรับมือภัยพิบัติและการลดการปล่อยคาร์บอน
เทคโนโลยีมือถือมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติ
- ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (EWS) ผ่าน Cell Broadcast (CB): การส่งการแจ้งเตือนฉุกเฉินไปยังอุปกรณ์มือถือในพื้นที่ที่กำหนดได้อย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง ประเทศไทยได้ทดสอบระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินที่ใช้ CB ทั่วประเทศแล้ว
- ความร่วมมือในอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างการตอบสนองต่อภัยพิบัติ: ในญี่ปุ่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ได้ประกาศกรอบความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูเครือข่ายการสื่อสารอย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่
ด้านความยั่งยืน ผู้ให้บริการมือถือในเอเชียแปซิฟิกกำลังมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายสีเขียว การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผู้ให้บริการกว่า 45 รายในภูมิภาคได้ประกาศเป้าหมาย Net-Zero โดยมีปี 2593 เป็นเป้าหมายหลัก
ตัวอย่างเช่น Robi Axiata ในบังคลาเทศกำลังพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 เมกะวัตต์ และ Jazz ในปากีสถานร่วมมือกับ Huawei เพื่อติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่สถานีฐานกว่า 1,000 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลและเครือข่าย 5G
ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมมือถือ
เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของเศรษฐกิจดิจิทัล จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศดิจิทัลของภูมิภาคจะต้องส่งเสริมความไว้วางใจและสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
- การลดช่องว่างการลงทุน: แม้ผู้ให้บริการจะลงทุนกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายทศวรรษนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอนาคตดิจิทัล การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การให้สิ่งจูงใจทางการคลัง การจัดหาเงินทุนเป้าหมาย การปฏิรูปกฎระเบียบ และความร่วมมือในอุตสาหกรรม
- การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและกฎระเบียบ: นวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงที่เป็นธรรม การคุ้มครองผู้บริโภค และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผู้กำหนดนโยบายควรส่งเสริมนวัตกรรมในขณะที่คำนึงถึงความรับผิดชอบเหล่านี้
- นโยบายคลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพ: ต้นทุนคลื่นความถี่มีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรม การจัดสรรคลื่นความถี่ 5G ควรสนับสนุนเป้าหมายการเชื่อมต่อดิจิทัล มากกว่าการมุ่งเน้นการสร้างรายได้ของรัฐ การวางแผนคลื่นความถี่ระยะยาวและแนวทางการออกใบอนุญาตใหม่สามารถช่วยลดแรงกดดันทางการเงินต่อผู้ให้บริการและส่งเสริมการลงทุนได้
- การเป็นผู้นำ 6G: หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม กำลังเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีมือถือไปสู่ 6G ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการตอบสนองความต้องการข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
โดยสรุปแล้ว อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี 5G ที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความท้าทายจากอาชญากรรมออนไลน์และภัยคุกคามไซเบอร์ รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืน
ดูรายงาน “Mobile Economy Asia Pacific 2025” ที่จัดทำโดย GSMA ฉบับเต็มได้ที่นี่
–Red Hat เปิดวิสัยทัศน์ AI และ Hybrid Cloud พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัล







