นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) เปิดมุมมองต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอาเซียน โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอาเซียนกำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะแรงขับเคลื่อนมหาศาลจากจีนที่มีดุลการค้าเกินดุลกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบขนาดเศรษฐกิจแล้ว อาเซียนยังมี GDP เพียง 1 ใน 5 ของจีน ทั้งที่มีประชากรและพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของจีน สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตที่ยังไปได้อีกไกล
ในสนามแข่งขันระดับภูมิภาค เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยด้วยจุดแข็งด้านนโยบายรัฐบาลที่ต่อเนื่องและชัดเจน ปัจจุบันเวียดนามมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง บนพื้นที่กว่า 8 แสนไร่ ขณะที่ไทยมีเพียง 70 แห่ง พื้นที่ 2 แสนไร่ โดยเวียดนามสามารถดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีโลกอย่าง Samsung และ Foxconn เข้าไปลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม แตกต่างจากในอดีตที่ไทยเคยเป็นจุดหมายหลักของกลุ่มทุนญี่ปุ่นเพียงผู้เดียว
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ลาว” เริ่มฉายแววโดดเด่นด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานถึง 30 ปี และจุดแข็งด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่สูงถึง 95% ขณะที่ “พม่า” แม้จะเป็นยุทธศาสตร์ประตูสู่มหาสมุทรอินเดีย แต่อมตะยังจำเป็นต้องชะลอการลงทุนเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง
วิกรม วิเคราะห์ว่าจุดแข็งของประเทศไทยคือทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมเชื่อมจีน-อาเซียน มีสภาพภูมิอากาศที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติรุนแรง และมีความโดดเด่นด้านการแพทย์และบริการ แต่จุดอ่อนที่สำคัญคือ “นโยบายรัฐ” ที่ยังไม่ต่อเนื่องและไม่จูงใจพอเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือเวียดนาม โดยเน้นย้ำว่านโยบายคือตัวกำหนดความสำเร็จ ดังเช่นโมเดลของดูไบหรือสิงคโปร์ที่เติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
ต่อมุมมองเรื่องรัฐบาลใหม่ วิกรม เชื่อมั่นในพื้นฐานความเป็นนักธุรกิจและวิศวกรของนายกรัฐมนตรีที่มีความยืดหยุ่นและรู้จักการเลือกใช้มืออาชีพมาบริหารงาน ส่วนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลกและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตจากราคาน้ำมันที่ไทยต้องนำเข้าถึง 90% แต่หากรัฐบาลวางหมากได้ดี ไทยอาจกลายเป็น “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มทุนและเศรษฐีต่างชาติที่ต้องการหลบเลี่ยงความไม่สงบ
กลยุทธ์ของ AMATA ต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านโครงการในไทย เวียดนาม และลาว พร้อมปรับโมเดลธุรกิจจากนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่ “Smart City & Innovation” ที่เน้นนวัตกรรมและการวิจัย (R&D) รวมถึงขยายสัดส่วนรายได้จากการพัฒนาพื้นที่พาณิชย์และที่อยู่อาศัย โดยเตรียมงบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมด้านที่ดินและสาธารณูปโภครองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีนและไต้หวันที่ยังคงไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างไม่หยุดสาย







