สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ ใน “EEC Forum with Foreign Chambers: Shaping the Future of Investment Together” เป้าหมายสำคัญคือการเปิดเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับผู้แทนหอการค้าต่างประเทศระดับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เพื่อรับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะในการกำหนดทิศทางการลงทุนของประเทศไทยและพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
สแกนมุมมอง 4 หอการค้า: เมื่อยักษ์ใหญ่ขยับตัวสู่ EEC
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เผยถึงเจตนารมณ์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า เป็นการรับฟังเสียงจากนักลงทุนตัวจริงที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงานในระยะต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และเตรียมความพร้อมสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนในอนาคต
โดยในการเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ “Shaping the Investment Future in Thailand and the EEC” ที่มีตัวแทนจากองค์กรเศรษฐกิจระดับโลกเข้าร่วม ได้เผยให้เห็นทัศนคติที่น่าสนใจ
- สหรัฐอเมริกา (AMCHAM): นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) : มุ่งเน้นไปที่ความต่อเนื่องของนโยบายและการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ
- ญี่ปุ่น (JCC): Mr. Koichiro YUI , JCC Treasurer, Japanese Chambers of Commerce : ยังคงยึดมั่นในฐานการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันการอัปสกิลแรงงาน
- เนเธอร์แลนด์ (NTCC): นายร็อบ ฮูเรนแคมป์ ประธาน NTCC : ชูประเด็นเรื่องความยั่งยืน และความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการน้ำและเกษตรขั้นสูง
- หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT): ดร.ศุภฤกษ์ ชาร์ลี ชมชาญ รองประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) : สะท้อนภาพรวมและปัญหาอุปสรรคเชิงกฎหมายที่เป็นคอขวด
จุดแข็งที่ทำให้ไทยยังเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดทุนโลก
ตัวแทนจากหอการค้าต่างชาติต่างเห็นพ้องว่า ประเทศไทยยังมี “แต้มต่อ” ที่สำคัญในหลายมิติ:
- ทำเลยุทธศาสตร์ (Strategic Location): การเป็นศูนย์กลางของอาเซียนช่วยให้การเชื่อมต่อกับตลาดโลกทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- โครงสร้างพื้นฐานที่วางรากฐานมาอย่างดี: ไม่ว่าจะเป็นทางบก ราง น้ำ หรืออากาศ รวมถึงระบบไฟฟ้าและประปาที่มีเสถียรภาพในราคาที่แข่งขันได้
- ห่วงโซ่อุปทานที่เหนียวแน่น (Strong Supply Chain): โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และปิโตรเคมีที่มี Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่ระดับ OEM จนถึง Tier 3
- ความต่อเนื่องของนโยบาย: นักลงทุนเชื่อมั่นว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือ ใครจะมาเป็นรัฐบาล
- คุณภาพชีวิตระดับสากล: มาตรฐานการแพทย์ ค่าครองชีพที่เหมาะสม และทักษะ Soft Skills ของแรงงานไทย ทำให้ไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัยสำหรับบุคลากรต่างชาติ (Expat)
เสียงสะท้อนจากความกังวล – โจทย์ใหญ่ที่ EEC ต้องตีให้แตก
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ EEC ไปได้ไกลกว่าเดิม ภาคธุรกิจได้สะท้อนถึงอุปสรรคที่ต้องเร่งจัดการ:
- กับดักกฎระเบียบ (Red Tape): กระบวนการขอใบอนุญาตที่ล่าช้าและซับซ้อน รวมถึงระบบราชการที่ยังเป็นภาระ เช่น การรายงานตัว 90 วัน
- วิกฤตแรงงานทักษะสูง: ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง
- ความไม่แน่นอนของเมกะโปรเจกต์: ความล่าช้าของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นระยะยาว
- ความมั่นคงทางพลังงานในยุคดิจิทัล: การลดลงของก๊าซธรรมชาติในประเทศ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจากการเข้ามาของ Data Center เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งวางแผนพลังงานสะอาด (Net Zero)
ทางออกและกลยุทธ์ใหม่ – EEC 2025 ในฐานะ “Game Changer”
ดร.จุฬา สุขมานพ ได้เผยถึงแนวทางการยกระดับ EEC เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม:
1 . EEC One-Stop Service (EEC-OSS): ยกระดับการออกใบอนุญาตบางประเภท (เช่น ก่อสร้าง หรือประกอบโรงงาน) โดยเลขาธิการมีอำนาจอนุมัติเอง ลดเวลาจากเดิมหลายเดือนเหลือเพียง 1 เดือน พร้อมเปิดศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จทั้งออนไลน์และสำนักงานในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
2. สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ (Project-based): สิทธิประโยชน์ที่ “สั่งตัด” ได้ (Tailor-made Incentives) แตกต่างจาก BOI ทั่วไป เพราะสิทธิประโยชน์ของ EEC เน้นความเป็น Project-based นักลงทุนสามารถเจรจาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้หากโครงการนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาแรงงานไทย โดยสามารถได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 15 ปี
3. การปั้นแรงงานทักษะสูง: นำโมเดล “SkillsFuture” ของสิงคโปร์มาปรับใช้ และส่งเสริมหลักสูตรปริญญาร่วม (Joint Degree) กับสถาบันการศึกษาระดับโลก โดยรัฐสนับสนุนทุนการศึกษาในสาขาเทคโนโลยี
4. Service Sandbox: เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี ไอที และกฎหมาย เข้ามาตั้งฐานใน EEC เพื่อซัพพอร์ตอุตสาหกรรมหลัก
5. เมืองใหม่อัจฉริยะ (EEC City): พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและสันทนาการ (Entertainment & Sports Complex) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานและการใช้ชีวิต เพื่อดึงดูดทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยว
ไทยในฐานะ “Neutral Hub” ท่ามกลางศึกภูมิรัฐศาสตร์
ในช่วงท้ายของการเสวนา ประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ถูกยกขึ้นมาเป็นปัจจัยบวกสำหรับไทย เนื่องจากความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ EEC เป็น “ทางเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานโลก EEC Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณชัดเจนว่า EEC กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงพื้นที่อุตสาหกรรม ไปสู่การเป็น “ทางเลือกการลงทุนครบวงจร” ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนทั่วโลกอย่างยั่งยืน







