เมื่อ “ค่าครองชีพ” บีบตัว แพลตฟอร์มอย่าง Grab ปรับตัวอย่างไรให้รอดทั้งระบบ

เมื่อ "ค่าครองชีพ" บีบตัว แพลตฟอร์มอย่าง Grab ปรับตัวอย่างไรให้รอดทั้งระบบ

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและเศรษฐกิจในปี 2026 ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ค่าครองชีพ” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อทุกฟันเฟืองในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้บริโภคไปจนถึงกลุ่มอาชีพอิสระ ข้อมูลล่าสุดจาก Grab สะท้อนภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับทางออกของปากท้องคนไทยในยุคที่ทุกอย่างแพงขึ้น

วิกฤตซ้อนวิกฤต: พลังงานพุ่ง แต่รายได้ต้องไม่หยุดชะงัก

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ขับขี่และไรเดอร์ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ในมิตินี้การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ แต่คือ “ทางรอด” ของต้นทุนชีวิต

ซึ่งเรื่องนี้ จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าใช้ EV เทียบกับน้ำมัน อย่างน้อยประหยัดได้ถึง 60-70% ซึ่งจะช่วยให้คนขับส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนมาใช้ EV รู้สึกสบายตัวขึ้นในแง่ของภาระค่าใช้จ่าย”

สมดุล “ความประหยัด” กับ “ความเป็นธรรม” ใน Marketplace

ในมิติของผู้บริโภคที่เริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย บริการในกลุ่มประหยัด (Saver) กลายเป็นตัวสะท้อนพฤติกรรมใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม โจทย์หินคือการรักษาจุดสมดุลระหว่าง “ราคาที่ผู้ใช้รับได้” กับ “รายได้ที่คนขับอยู่รอด”

“ความท้าทายของธุรกิจแพลตฟอร์มคือเราจะบาลานซ์อย่างไรให้กับทุกฝ่าย ถ้าเราไม่มีออปชันพวกนี้ (Saver) ยอดสั่งซื้ออาจจะไม่มา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งระบบและคนขับก็จะไม่มีงานเลย” จันต์สุดา กล่าวเสริมถึงความจำเป็นในการรักษาปริมาณงานในระบบ

การเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง: ปราการด่านสำคัญของคนทำงาน

ประเด็นเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.18) สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางการเงินของแรงงานนอกระบบ แรงงานจำนวนมากติดกับดัก “ภาระหนี้” และ “เงินก้อน” ที่ต้องใช้ในการเข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจสูงถึงหลายหมื่นบาท

โดย จันต์สุดา มองว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหันมามองความจริงร่วมกัน พร้อมระบุว่า “ถ้าปัญหามันเป็นแบบนี้ แล้วคนขับจะหาเงิน 4-5 หมื่นบาทมาจากไหน มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เราจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกให้คนขับเข้าสู่ระบบได้จริง”

Data-Driven Credit: โอกาสใหม่ของกลุ่ม Gen Z และ First Jobber

อีกหนึ่งมิติเศรษฐกิจที่น่าจับตาคือการใช้ “ข้อมูลการใช้งาน” มาช่วยเปิดโอกาสทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มักเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบธนาคารทั่วไป การนำข้อมูลพฤติกรรมมาพิจารณาสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ (Responsible Lending) จึงเป็นตัวช่วยสำคัญ

“เราต้องการให้เงินก้อนนี้เข้าไปช่วยให้เขาประกอบอาชีพเสริมได้ โดยเราใช้ข้อมูลมาพิจารณาเพื่อให้เป็นการปล่อยสินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เปิดแอปมาจะเห็น เพราะเราต้องมั่นใจว่าเขาไม่ได้มีความเสี่ยงจนเกินไป” จันต์สุดา กล่าว

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพรวมของเศรษฐกิจผ่านมุมมองของ Grab ในปี 2026 คือการประคับประคองทุกฝ่ายให้เดินไปข้างหน้าได้ โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาอุดรอยรั่วของต้นทุน และสร้างโอกาสในวันที่กำลังซื้อของผู้คนถูกจำกัดด้วยสภาวะรอบด้าน

สรุป ‘Barbell Strategy’ 2026 จาก Grab ประเทศไทย

Scroll to Top