รฟท. แจงรับรถไฟมือสองญี่ปุ่น ไม่กระทบนโยบาย Local Content ย้ำเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟไทย ควบคู่เพิ่มทางเลือกเดินทางประชาชน

รฟท. รับรถไฟมือสองญี่ปุ่น ย้ำไม่กระทบ Local Content

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกมาชี้แจงกรณีการเตรียมรับมอบรถดีเซลรางใช้การแล้วจากประเทศญี่ปุ่น โดยยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชน การส่งเสริมเศรษฐกิจท่องเที่ยว และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมระบบราง พร้อมย้ำว่าไม่ได้เป็นการดำเนินการเพื่อทดแทนนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตรถไฟภายในประเทศ หรือ Local Content แต่อย่างใด

รับ KiHa 100 อีก 13 คัน เสริมศักยภาพบริการและท่องเที่ยว

รฟท. ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับมอบรถดีเซลรางใช้การแล้วจากญี่ปุ่นหลายรุ่น อาทิ KiHa 183 และ KiHa 40/48 รวมถึงแผนเตรียมรับมอบรถรุ่น KiHa 100 เพิ่มเติมอีก 13 คัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนรถโดยสารทั้งหมดที่ใช้ในการดำเนินงานของ รฟท. ถือเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมาก

แนวทางหลักของการนำรถเหล่านี้มาใช้ คือการปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับการให้บริการในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชน รวมถึงนำไปใช้สนับสนุนการท่องเที่ยวทางรถไฟ ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ทั้งนี้ รฟท. มองว่า การนำรถที่ยังสามารถใช้งานได้มาปรับปรุงเพื่อให้บริการ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเป็นสำคัญ

ใช้รถญี่ปุ่นเป็นฐานเรียนรู้เทคโนโลยี ยกระดับช่างและวิศวกรไทย

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านการให้บริการ รฟท. ยังให้ความสำคัญกับการใช้โอกาสนี้พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระบบราง โดยเฉพาะการศึกษาระบบการทำงานของรถดีเซลรางจากญี่ปุ่น ตั้งแต่การตรวจสอบสภาพรถ การปรับปรุงระบบเครื่องกลและระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการซ่อมบำรุงและการบริหารจัดการอะไหล่

กระบวนการดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้วิศวกรและช่างเทคนิคของ รฟท. ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง เพิ่มพูนประสบการณ์ในการปรับปรุงและบำรุงรักษารถไฟ รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิคกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รฟท. คาดหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้รับจะสามารถนำมาต่อยอด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการซ่อมบำรุงรถไฟของประเทศไทยในระยะยาว และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรด้านระบบรางให้รองรับเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ย้ำ Local Content ยังเป็นยุทธศาสตร์หลัก ดันรถไฟฝีมือคนไทย

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตรถไฟภายในประเทศ รฟท. ยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบาย Local Content หรือการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วน เทคโนโลยี และศักยภาพการผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ โครงการพัฒนารถโดยสารต้นแบบ “สุดขอบฟ้า” (Beyond Horizon) ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบ วิศวกรรม และการผลิตของผู้ประกอบการไทยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนารถโดยสาร เพื่อยกระดับคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้โดยสาร

รฟท. ระบุว่า ในระยะต่อไปจะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนารถโดยสารดังกล่าว โดยประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตชิ้นส่วน การประกอบรถไฟ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมระบบรางไทยสามารถพึ่งพาศักยภาพของตนเองได้มากขึ้นในอนาคต

วางยุทธศาสตร์คู่ขนาน ระยะสั้นเพิ่มบริการ ระยะยาวสร้างอุตสาหกรรม

รฟท. ย้ำว่า การรับมอบรถดีเซลรางใช้การแล้วจากญี่ปุ่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตรถไฟภายในประเทศ ไม่ใช่แนวทางที่ขัดแย้งกัน แต่สามารถดำเนินการควบคู่กันได้ภายใต้เป้าหมายที่แตกต่างกัน

ในระยะสั้น การรับมอบรถจากญี่ปุ่นเป็นแนวทางเพิ่มทางเลือกในการให้บริการประชาชน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ และสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวทางรถไฟ

ส่วนในระยะยาว รฟท. ยังคงมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศ ผ่านการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย การผลิตชิ้นส่วน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่าจะเดินหน้าทั้งสองแนวทางอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพบริการในปัจจุบัน กับการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่รับรถฟรี แต่ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าและผลลัพธ์ต่ออุตสาหกรรมไทย

แม้การรับมอบรถดีเซลรางใช้การแล้วจากญี่ปุ่นอาจช่วยลดภาระการจัดหาตัวรถใหม่ในเบื้องต้น แต่ประเด็นสำคัญที่ควรติดตามคือ ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่ค่าขนส่ง การปรับปรุงสภาพรถ การดัดแปลงให้เหมาะสมกับระบบรางไทย การจัดหาอะไหล่ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านซ่อมบำรุงในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หาก รฟท. ต้องการใช้โครงการนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพด้านวิศวกรรมอย่างแท้จริง ก็ควรมีผลลัพธ์ที่สามารถประเมินได้ เช่น จำนวนบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาทักษะ ความสามารถในการผลิตหรือทดแทนชิ้นส่วนภายในประเทศ และการลดต้นทุนซ่อมบำรุงในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือความชัดเจนของแผน Local Content ว่าจะสามารถต่อยอดจากโครงการรถโดยสารต้นแบบไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้อยู่ที่จำนวนรถไฟที่ได้รับมอบหรือจำนวนโครงการต้นแบบที่พัฒนาได้เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ให้กลายเป็นองค์ความรู้ ขีดความสามารถในการผลิต และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากเพียงใด