ถอดสลักแนวคิด SME ไทยปี 69 ‘โตเร็ว’ สู่ ‘โตทน’ รับมือเศรษฐกิจผันผวน

ถอดสลักแนวคิด SME ไทยปี 69 ‘โตเร็ว’ สู่ ‘โตทน’ รับมือเศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 บริบทการทำธุรกิจของ SME ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายจากต้นทุนแรงงานและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ทำให้คำถามสำคัญของผู้ประกอบการไม่ใช่ “จะโตได้เร็วแค่ไหน” อีกต่อไป แต่คือ “จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยืดหยุ่นอย่างไร”

รุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า SME ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันที่ลึกกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีทุนสำรองจำกัด และมีพื้นที่รับแรงกระแทกน้อยกว่า ดังนั้น การสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว จึงเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่เป็นการมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วและพร้อมปรับตัวทันที

เปลี่ยนมิติการเติบโต: ปรับโฟกัสสู่ “คุณภาพการเติบโต”

ในอดีต SME มักวัดความสำเร็จจากยอดขายและการขยายสาขา แต่ในปี 2569 ธุรกิจที่ยอดขายโตเร็วแต่อัตราเก็บเงินช้า หรือใช้เงินทุนเกินตัว อาจเผชิญวิกฤตสภาพคล่องได้ไม่ต่างจากธุรกิจที่ยอดขายชะลอตัว การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาจากการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้า และความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

5 ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

  • กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน: ควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสม และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: สถาบันการเงินเน้นคุณภาพข้อมูลทางการเงินมากขึ้น SME จึงควรเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยชำระหนี้ และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังดำเนินได้ดี
  • ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือตลาดเพียงแหล่งเดียว โดยการวางแผนจัดซื้อสำรองและกระจายความเสี่ยงของคู่ค้า
  • พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป: เน้นสร้างคุณค่าหลักของสินค้าและบริการ ทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกซึ้ง และไม่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
  • การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ใน Back Office: ปรับงานบัญชี สินค้าคงคลัง และข้อมูลลูกค้าเป็นระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุน พร้อมยกระดับการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อสร้างความไว้วางใจ

สร้างวินัยด้วย Stress Test และเน้นธุรกิจหลัก

การรักษาเงินทุน (Capital Preservation) เป็นวินัยสำคัญ ผู้ประกอบการควรทดสอบสภาวะรับแรงกดดัน (Stress Test) อย่างสม่ำเสมอ เช่น ประเมินว่าหากยอดขายลดลง 20-25% หรือลูกหนี้ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน ธุรกิจยังคงมีสภาพคล่องหรือไม่ เพื่อหาจุดเปราะบางและวางแผนแก้ไขได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ควรเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ระมัดระวังการขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนไม่ชัดเจน แต่ยังคงลงทุนในสิ่งสำคัญ เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว

บทบาทใหม่ของธนาคาร และเทรนด์ดิจิทัล-ความยั่งยืน

บทบาทของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้สินเชื่อ สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยประเมินความเสี่ยง วางแผนทางการเงิน และบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย หรือการขยายตลาดในอาเซียน

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถือเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันระยะยาว ซึ่งโครงการสนับสนุนอย่าง UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab จะเข้ามาช่วยประเมินและยกระดับศักยภาพ SME ให้พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงในยุคใหม่

เอสเอ็มอีไทยล้ำหน้า นำเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนธุรกิจสูงสุดในภูมิภาค เร่งขยายปีกสู่อาเซียนสู้ศึกต้นทุนพุ่ง

Scroll to Top