บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ประกาศแผนธุรกิจก้าวสู่ปี 2027 เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้วิสัยทัศน์ “From Distribution to Value Creation” ยกระดับจากผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที สู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในระดับโซลูชันครบวงจร เพื่อเจาะตลาดกลุ่มธุรกิจ Commercial และ Enterprise พร้อมปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 53,000 ล้านบาท
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI และ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SYNNEX วางกลยุทธ์ให้ AI และ Cloud เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโตรอบใหม่ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโซลูชันที่นำไปใช้งานได้จริง เพื่อช่วยภาคธุรกิจเพิ่มรายได้และลดต้นทุน ผสานเข้ากับจุดแข็งของบริษัทที่มีแบรนด์พันธมิตรระดับโลกกว่า 70 แบรนด์ และช่องทางจำหน่ายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มและบริการเสริมเพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้าง Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ได้แก่
- SWOPMART: บริการแพลตฟอร์มรับซื้อและขายสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟนมือสอง (Trade-In) ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าและช่วยคู่ค้าปิดการขายสินค้ารุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น
- Prompt Money: แพลตฟอร์มสนับสนุนทางการเงิน (Device Financing) สำหรับผ่อนชำระสมาร์ทโฟน โดยใช้ AI ในการอนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที สามารถเชื่อมต่อ API กับหน้าร้านของพาร์ทเนอร์ได้ทันที
- Synnex Care+ (ร่วมกับ iScrem): บริการรับประกันและดูแลหลังการขายสำหรับอุปกรณ์กลุ่ม Consumer
- ServicePoint: ดูแลบริการหลังการขายแบบครบวงจร รวมถึงการติดตั้ง (On-site และ Pre-sale) ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มสินค้าใหม่อย่าง โซลาร์เซลล์ และเครื่องชาร์จ EV
การปรับตัวสู่รูปแบบ Subscription และ Financing เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคต้องการลดการลงทุนก้อนใหญ่ และหันมาเลือกใช้บริการแบบผ่อนชำระหรือจ่ายตามการใช้งานจริงมากขึ้น

วิกฤตซัพพลายเชน โอกาสของตลาด และทิศทางสินค้ากลุ่ม Apple
สำหรับสถานการณ์สินค้าไอทีในปัจจุบัน SYNNEX ประเมินว่าราคาสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น หน่วยความจำ (Memory และ Storage) จะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ที่ทำให้กลุ่ม Hyperscaler ดึงซัพพลายในตลาดโลกไปเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงได้เปรียบจากการมีพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่หลากหลาย ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าทดแทนเพื่อรักษาฐานลูกค้าโปรเจกต์ไว้ได้
ในส่วนของตลาดสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะ Apple บริษัทประเมินว่าปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องของการปรับราคา แต่เป็นเรื่องของซัพพลายสินค้าที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสินค้ารุ่นระดับท็อป (Pro และ Pro Max) ซึ่งมักจะเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในช่วงแรกของการเปิดตัว
ทั้งนี้ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ที่วางจำหน่ายพร้อมสหรัฐอเมริกา ทำให้มีความต้องการสูงรวมถึงมีกำลังซื้อจากต่างชาติที่เข้ามาซื้อในไทยด้วย
อย่างไรก็ดี บริษัทยังมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขาย Apple ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากช่องทางการจัดจำหน่ายของ SYNNEX มีอัตราการเปิดใช้งานเครื่อง (Activation) ที่สูง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้ได้รับการจัดสรรโควตาสินค้าเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ตลาดเกมคอนโซลอย่าง Nintendo ยังคงเติบโตได้ดีในประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยังคงนิยมซื้อแผ่นเกมแบบ Physical มากกว่าดิจิทัลดาวน์โหลด เพื่อรองรับตลาดซื้อขายแผ่นเกมมือสอง

ลุยตลาดหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ และรักษาเป้าหมาย 5.3 หมื่นล้าน
SYNNEX เตรียมขยายตลาดเข้าสู่กลุ่ม Robotics ในปีหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial) และอุตสาหกรรม ทั้งในรูปแบบแขนกล หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงที่ออกแบบมาเพื่อการทำงาน โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4
สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัททำรายได้ไปแล้ว 23,312 ล้านบาท และยังคงมั่นใจกับเป้าหมายรวมที่ 53,000 ล้านบาท เนื่องจากตามปกติแล้ว สินค้าเรือธงและเทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะทยอยเปิดตัวและสร้างยอดขายหลักในช่วงครึ่งปีหลัง







