ABB ชี้ไทยมีศักยภาพ สู่ฮับพลังงานสะอาด APAC นโยบายรัฐหนุน-อุตสาหกรรมแกร่ง จูงใจนักลงทุน

ABB ชี้ไทยมีศักยภาพ สู่ฮับพลังงานสะอาด APAC นโยบายรัฐหนุน-อุตสาหกรรมแกร่ง จูงใจนักลงทุน

ผลสำรวจล่าสุดจากเอบีบี (ABB) เผยให้เห็นภาพความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยระบุว่าไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยแผนงานที่ชัดเจนและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

จากผลสำรวจ ‘ดัชนีความพร้อมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2025’ พบว่าผู้นำด้านพลังงานของไทยมากถึง 80% ยืนยันว่าแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานขององค์กรยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดชะงัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพและความแน่วแน่ในกลยุทธ์ด้านพลังงานของประเทศ

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงการลงทุนที่จริงจัง โดยองค์กรในไทยถึง 74% ได้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 10% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโดยเฉพาะ

ในด้านพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตา โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 77% คาดการณ์ว่าจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 20% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) ของประเทศ รวมถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2024) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี พ.ศ. 2580

อีกส่วนหนึ่ง คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบควบคุมอัตโนมัติ กลายเป็นตัวเร่งสำคัญในกระบวนการนี้ โดยผู้นำองค์กรถึง 69% มองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับชาติอย่างกลยุทธ์ AI มูลค่า 25,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การจะดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเต็มที่ องค์กรจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบปฏิบัติการและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งควบคู่กันไป

จุดแข็งของไทยในเวทีพลังงาน

จากผลสำรวจดังกล่าว แอนเดอร์ มัลทีเซ็น ประธานฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานของเอบีบีในภูมิภาคเอเชีย ได้ให้มุมมองเชิงลึกว่า สมรรถนะของประเทศไทยที่ได้จากตัวชี้วัดความพร้อมทุกรายการนั้นเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเป็นผลจากการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการใช้ AI อย่างมีวิสัยทัศน์ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากความมุ่งมั่นระดับประเทศ

“ทำให้ไทยมีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคนี้” แอนเดอร์ กล่าว “อย่างไรก็ตาม เพื่อปลดล็อกศักยภาพดังกล่าวให้เต็มที่ องค์กรธุรกิจไทยจำเป็นต้องเสริมการวางแผนกลยุทธ์และทักษะกำลังคนให้แข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนที่ตรงเป้าและความร่วมมือข้ามภาคส่วน”

หากเทียบกับประเทศที่เติบโตเร็วอย่างจีน จะพบว่าจีนมีความรวดเร็วในการพัฒนาโซลาร์เซลล์ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในด้านอื่น ขณะที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่ความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และที่สำคัญคือศักยภาพในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น

เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทั้งอุตสาหกรรมเคมีและยานยนต์ การนำ AI มาปรับใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐของไทยที่ส่งเสริมเรื่องพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน เช่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดและมีโอกาสแซงหน้าประเทศอื่นในภูมิภาคได้

เสถียรภาพ: กุญแจดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้นั้น “เสถียรภาพ” คือหัวใจหลัก นักลงทุนมองหากฎระเบียบที่ชัดเจนและนโยบายที่มั่นคงในระยะยาว เช่น การรับประกันการซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนและสร้างความมั่นใจในการลงทุน แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่านัก แต่เป็นผลตอบแทนที่แน่นอนและยั่งยืน

นักลงทุนจะพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ตั้งแต่จำนวนวันที่มีแดด ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์ ไปจนถึงข้อตกลงการซื้อขายพลังงานที่ชัดเจน เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยเงินทุนเหล่านี้เป็นเงินทุนระดับโลกที่พร้อมจะไหลไปยังประเทศที่ให้ข้อเสนอการลงทุนที่น่าสนใจและมั่นคงที่สุด

สำหรับเป้าหมายของ ABB ในประเทศไทยนั้น บริษัทมองภาพรวมในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมความเชี่ยวชาญตามแนวโน้มของแต่ละตลาด เช่น ปัจจุบันอุตสาหกรรมเคมีที่ยั่งยืนกำลังเติบโตในไทย ABB ก็จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในด้านนี้

“ทั้งนี้ ประเทศไทยได้พิสูจน์ศักยภาพจนกลายเป็น ‘ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ’ (Center of Excellence) ในด้านระบบการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและความพร้อมของบุคลากรไทยในเวทีระดับนานาชาติ” แอนเดอร์ กล่าวทิ้งท้าย

สิงคโปร์-ไทย กระชับสัมพันธ์ 60 ปี ลงนามความร่วมมือ “คาร์บอนเครดิต” ครั้งประวัติศาสตร์ ปูทางสู่การค้าสีเขียวแห่งอนาคต

Scroll to Top