ปีที่แล้วรัฐบาลไทยเดินสายไปยังบริษัทไอทีใหญ่ๆ ของโลก อยากให้มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ต้นปีนี้บีโอไอประกาศว่าจะมีบริษัทระดับโลกมากมายกว่าร้อยโครงการจะมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และขอส่งเสริมการลงทุน สองเดือนที่ผ่านมาTiktok มาขอตราสแตมป์จากนายกรัฐมนตรีและยืนยันมาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย แทนที่จะเป็นอินโดนีเซียที่เป็นผู้ใช้อันดับหนึ่งของพวกเขา ล่าสุดลามมาถึงการจะเซ็นต์สัญญาซื้อไฟเอกชน 25 ปี ไทม์ไลน์แบบนี้มีอะไรในกอไผ่หรือไม่?
ที่จริงแล้วการลงทุนสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นเมกะเทรนด์ใหญ่ AI ที่กำลังถล่มโลก ระดมเม็ดเงินและทรัพยากรมหาศาลใส่กันไปแบบไม่ยั้ง แต่หลายประเทศกลับ Say No! โดยเฉพาะในยุโรป เพราะ AI เข้าไปทำให้ระบบซัพพลายทางด้านพลังงานและน้ำของประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้นไม่สามารถรองรับได้ เพราะถ้าปล่อยให้เอไอมาตั้งฐานในประเทศ คนที่อยู่อาศัยอาจถึงขั้นขาดแคลนพลังงานและราคาที่รองรับอาจได้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
แล้วทำไม? ไทยถึงอยากให้ “เอไอดาต้าเซ็นเตอร์” มาตั้งฐานที่เมืองไทยกันล่ะ? ว่าไปแล้วราคาค่าไฟในปัจจุบันเทียบกับอาเซียนแล้วถือว่า ไทยอยู่ในกลุ่มระดับสูง หรือแพงกว่าชาวบ้านเป็นทุนเดิม ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ยักษ์ไอทีมักเลือกสิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นหลัก แต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีไปสู่เอไอดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ระบบไฟที่สิงคโปร์ซึ่งอิ่มตัวแล้ว ไม่สามารถรองรับได้อีก ทั้งปัญหาเรื่องไม่สามารถหาแหล่งผลิตไฟได้เอง เลือกชนิดของที่มาพลังงานแทบไม่ได้ คือจุดสิ้นสุดของสิงคโปร์ ส่วนมาเลเซีย ก่อนหน้านั้นรัฐเข้ามาสนับสนุนและแบกรับค่าไฟให้ถูกกว่าตลาด จากที่เคยอยู่ที่ยูนิตละ 3 บาท พอเลิกแบกก็ขึ้นมา 4 บาทใกล้เคียงกับไทย และไม่มีแผนการผลิตที่มากไปกว่านี้แล้ว ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก เรียงแถวเข้ามาที่ไทยกันยกใหญ่แทน
นี่จึงทำให้ความฝันของรัฐบาลไทยในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ฮับระดับโลกเกิดความเป็นไปได้ขึ้นมา เพราะทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาเรื่องพลังงานขาดแคลน แต่ไทยมีปัญหากำลังการผลิตมากเกินจนเอาไปบวกกลายเป็นค่าไฟแพงซะงั้น
แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ การที่นายใหญ่ของ NVIDIA ออกมาประกาศว่าเซิร์ฟเวอร์เอไอใหม่ จะใช้ไฟมหาศาลถึง 600 kw เทียบกับเซิร์ฟเวอร์ยุคเก่าที่ใช้ไฟแค่ 10 kw เท่านั้น เซิร์ฟเวอร์ระบบเก่านั้นบรรดาดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหลายใช้ระบบระบายความร้อนด้วยระบบอากาศ หรือแอร์ก็เพียงพอ แต่ถ้าเอาเซิร์ฟเวอร์เอไอมาใช้จริงๆ คงกลายเป็นฝันร้าย แม้ว่าปัจจุบันเหล่าเซียนดาต้าเซ็นเตอร์จะมองเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์เอไอว่าใช้พลังงานเพียง 270 kw ก็ตาม แต่การไปถึง 600 kw ตามที่เจ้าของเทคโนโลยีต้องการยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกระโดดไปมากกว่า 15 kw ระบบแอร์คงรองรับไม่ไหวแล้ว เทคโนโลยีที่เริ่มทดลองนำมาใช้แล้วคือ liquid cooling หรือระบายความร้อนด้วยของเหลวนั่นเอง ระบบนี้จะมีของเหลวเพื่อระบายความร้อนจากชิปเซ็ตของเซิร์ฟเวอร์ออกมาจากเครื่อง และมีท่อน้ำปกติจากภายนอกระบายความร้อนจากของเหลวนั้นอีกต่อหนึ่ง โดยระบบนี้จะเริ่มใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของเมืองไทย อย่าง STT Telemedia Global Datacenter ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กับโครงการใหญ่อย่างสยามเอไอ
ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ไม่เหมือนระบบระบายความร้อนด้วยแอร์ เพราะต้องใช้เวลาติดตั้งเป็นปีซึ่งนานกว่าระบบเดิม ตั้งแต่การเลือกและจองพลังงานที่ต้องการใช้ การสร้างตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์เชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นระบบ customize ที่เซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่อง ของแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกัน
ดังนั้นต่อไปเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์จะมีสองแบบหลักๆ ก็คือ เอ็นเตอร์ไพร์ซเซิร์ฟเวอร์ ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานไม่มาก สถานที่อยู่ใกล้สะดวกในการมาปรับแต่ง เซิร์ฟเวอร์กลุ่มนี้จึงมักอยู่ในเมืองใหญ่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ ไฮเปอร์สเกล กลุ่มนี้ใช้ไฟมหาศาล ใช้น้ำไม่ใช่น้อย และความต้องการใหม่ที่เข้ามาคือ ขอเลือกเป็นพลังงานหมุนเวียน พวกใช้พลังงานฟอสซิล สร้างคาร์บอนสูงนั้น ถือเป็นการทำร้ายภาพลักษณ์บริษัทยุคใหม่ และแน่นอนดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่กำลังบุกเข้ามาเมืองไทย ต่างเรียกร้องว่าต้องการพลังงานสะอาดล้วนๆ
ด้วยความต้องการสูงเช่นนี้ การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีความแข็งแกร่งด้านแหล่งผลิตไฟ จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ๆ ส่วนใหญ่จึงขอแตกตัวไปตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็เป็นด่านหน้าที่จะต้องเข้ามารองรับลูกค้าใหม่กลุ่มนี้ไป
มีเวทีเสวนาหนึ่งที่บรรดาผู้ให้บริการไฟฟ้าในประเทศไทยเคยให้ความเห็นว่า สิ่งที่ผู้ให้บริการพลังงานกลัวเหลือเกินคือ การคาดการณ์การใช้พลังงานว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะขณะนี้มีการผลิตไฟฟ้าจาก โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่ไม่รู้ว่าจะไปหยุดนิ่งที่ตรงไหน หรือการใช้ไฟฟ้าจากรถอีวีตามบ้าน ที่ไม่เคยมีตัวเลขสุดท้าย และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มักเคลมลูกค้าที่มากเกินไปเวลาขอไฟ รายชื่อลูกค้าที่ซ้ำซ้อนกันจนไม่รู้ว่าสุดท้ายจะใช้ดาต้าเซ็นเตอร์รายไหนกันแน่ เหล่านี้มีผลต่อการคำนวณปริมาณการผลิตไฟให้เหมาะสม ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดดราม่าได้ง่าย
พอมาบวกกับการลงนามเพื่อขอซื้อพลังงานหมุนเวียนลอตใหม่ของรัฐบาลขึ้น ไทม์ไลน์ที่ทับซ้อนกันเช่นนี้ก็ทำให้วิเคราะห์ได้ไม่ยาก คือ พลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ส่วนหนึ่งต้องเอามาสนับสนุนเอไอดาต้าเซ็นเตอร์เกิดใหม่เหล่านี้ให้ครอบคลุมทั้งหมด
การเซ็นซื้อพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาขายให้กับธุรกิจยุคใหม่ เช่น เอไอดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออื่นๆ ไม่ใช่เรื่องผิดพลาด เป็นเรื่องที่ถูกต้องควรทำ เพียงแต่มีสองข้อที่ยังถกเกียงกันก็คือ เรามีโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลที่สร้างทิ้งไว้เพื่อสำรองและทำให้เราแบกค่าไฟเพิ่มขึ้นเหลืออีก 7-8 โรง เป็นปัญหาคาใจ ส่วนหนึ่งก็ไม่อยากใช้เพราะมันก่อมลพิษ แต่ไม่ใช้ก็ต้องจ่ายเงินไปเปล่าๆ แต่พอมาซื้อพลังงานหมุนเวียนก็ดันเซ็นต์แบบมีข้อสงสัย ไม่โปร่งใส ไม่มีการประมูล เรื่องดีๆ ง่ายๆ ก็ทำให้มันยาก มันดราม่าซะงั้น
การส่งเสริมเอไอดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นฮับของโลกของรัฐบาลไทย ยังไม่มีใครพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนคือ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการซื้อพลังงานสีเขียว และการส่งไฟฟ้ายุคใหม่ต้องแยกที่มาแหล่งผลิตที่ชัดเจน พลังงานฟอสซิลความต้องการจะน้อยลง ธุรกิจยุคใหม่ต้องการพลังงานไฟมากขึ้นกว่า 100 เท่า แนวโน้มเช่นนี้จะคงอยู่อย่างน้อย 10 ปีต่อจากนี้
บทความโดย : สมชาย งามวรรณกุล
คอลัมนิสต์ Biztalk Inside
–Green Business ของไทยจะขึ้นเบอร์หนึ่งอาเซียน ใน 5 ปี
-ปรับโฉม Data Center ให้พร้อมสำหรับ AI







